กลุ่มบริษัทบางจากประกาศเดินหน้ายุทธศาสตร์ระดับโลก รุกคืบเปิดสำนักงานและเข้าบริหารสินทรัพย์พลังงานในฮ่องกงอย่างเป็นทางการ เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นสำคัญในการกระจายสินค้าและขยายธุรกิจสู่ตลาดเอเชียเหนือ (North Asia) ครอบคลุมประเทศจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยตั้งเป้าดึงศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิมมาต่อยอดร่วมกับนวัตกรรมพลังงานสีเขียวที่บางจากมีความเชี่ยวชาญ
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงเหตุผลการเลือกลงทุนในฮ่องกงว่า ฮ่องกงเป็นตลาดเสรีที่มีกฎเกณฑ์ชัดเจน ปลอดภัย และมีความเสี่ยงต่ำ ที่สำคัญคือการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและโลจิสติกส์ ซึ่งเปิดโอกาสให้บางจากสามารถขยายธุรกิจเทรดดิ้ง (Trading) เพิ่มเติมในอนาคต ต่อยอดจากศูนย์กลางเดิมที่มีอยู่ในสิงคโปร์และดูไบ
สำหรับการเข้าซื้อสินทรัพย์ต่อจากเชฟรอน (Chevron) ในครั้งนี้ แม้จะเป็นสินทรัพย์ประเภทฟอสซิล แต่บางจากมีแนวทางชัดเจนในการบริหารจัดการเพื่อรีดประสิทธิภาพสูงสุด ลดต้นทุนและคาร์บอนฟุตพรินต์ต่อหน่วยลง พร้อมเตรียมแผนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทางโครงสร้างพื้นฐานเดิมของโลกที่เป็นของเหลว
“โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของโลกถูกสร้างมาเพื่อรองรับเชื้อเพลิงเหลว ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่มีเชื้อเพลิงชีวภาพเยอะมาก การนำพลังงานทางเลือกที่เป็นของเหลวมาผสมใช้กับโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งปั๊ม ท่อ หรือถังเก็บ จึงตอบโจทย์การลดคาร์บอนได้ทันทีโดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องซื้อรถใหม่ และไม่ต้องลงทุนเพิ่มหม้อแปลงไฟฟ้า” ชัยวัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ บางจากยังเตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์พลังงานสีเขียวครอบคลุมทุกมิติ ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยเฉพาะน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) ซึ่งบางจากทุ่มทุนกว่า 10,000 ล้านบาทสร้างโรงงานแห่งแรกในไทย รวมถึงน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับเรือขนส่ง (Marine Biofuel – B24) เพื่อรองรับแนวโน้มที่ประเทศในแถบเอเชียเหนือ เช่น ฮ่องกง จีน และเกาหลีใต้ จะมีมาตรการบังคับใช้ (Mandate) พลังงานสะอาดเหล่านี้ในช่วงปี 2028 – 2029
ด้าน จิราภัณฑ์ ปาวารัตน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก ฮ่องกง ลิมิเต็ด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพรวมตลาดฮ่องกงว่า โครงสร้างการใช้น้ำมันของฮ่องกงแบ่งเป็น น้ำมันเจ็ต (Aviation) 40%, น้ำมันเดินเรือ (Marine) 35%, ธุรกิจพาณิชย์และโลจิสติกส์ 23% และค้าปลีก (Retail) เพียง 2% เท่านั้น
ดังนั้น เป้าหมายหลักของบางจาก ฮ่องกง จึงอยู่ที่ธุรกิจเดินเรือและโลจิสติกส์ ซึ่งฮ่องกงมีดีมานด์น้ำมันเดินเรือสูงถึงปีละ 6,000 ล้านลิตร โดยบางจากมีข้อได้เปรียบจากการมีคลังน้ำมันอยู่ที่เกาะซิงยี่ (Tsing Yi) ช่วยสร้างความมั่นใจในการเติบโต
สำหรับตลาดค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งปัจจุบัน คาลเท็กซ์ ฮ่องกง (Caltex Hong Kong) มีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) อยู่ที่ประมาณ 17% ในช่วง 2-5 ปีแรก จะยังคงใช้แบรนด์เชฟรอนและเทครอน (Techron) เพื่อรักษาฐานผู้บริโภค ก่อนจะค่อยๆ สื่อสารและสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์บางจาก ซึ่งเป็นแบรนด์ไทยที่มีมาร์เก็ตแชร์อันดับ 2 ในประเทศไทย และเปี่ยมด้วยคุณภาพการให้บริการที่จะสร้างความแตกต่างในตลาดฮ่องกงได้อย่างแน่นอน
ชมคลิป คลิกที่นี่
–น้ำมันดิบต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามแล้ว แต่ทำไมน้ำมันไทยยังไม่ต่ำกว่า ?!







