มาเลเซีย ชี้อาเซียนมุ่งมั่นเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายยุค “Post-Globalized World”

มาเลเซีย ชี้อาเซียนมุ่งมั่นเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ความยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายยุค "Post-Globalized World"

นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ได้กล่าวเปิดการประชุม Energy Asia 2025 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ภายใต้หัวข้อ “Delivering Asia’s Energy Transition” โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการร่วมมือกันเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบสู่ความยั่งยืนในภาคพลังงานของภูมิภาคเอเชีย ท่ามกลางบริบทโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากกระแส “Post-Globalized World”

อันวาร์ อิบราฮิม ได้เน้นย้ำถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกที่จากเดิมเคยพึ่งพากันอย่างซับซ้อนในระบบโลกาภิวัตน์ แต่ปัจจุบันกลับเผชิญกับแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของกระแสปกป้องทางการค้า (protectionism) และชาตินิยม ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ กำแพงภาษี และการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เกิดความไม่แน่นอนและกัดกร่อนความน่าเชื่อถือของระบบการค้าโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคพลังงานและสิ่งแวดล้อมที่ยังคงขาดความร่วมมืออย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม นายกฯ มาเลเซีย ได้ยืนยันถึงจุดยืนของเอเชียที่ยึดมั่นในหลักการทูตเหนือการปกครองแบบเผด็จการ และการแข่งขันที่ดีสามารถอยู่ร่วมกับผลประโยชน์ร่วมกันได้ ซึ่งสะท้อนผ่านวิสัยทัศน์ ASEAN 2025 ที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นแกนกลางและความสามัคคีภายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางกระแสการกีดกันทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น

การประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 46 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศสมาชิกทั้งสิบในการส่งเสริมความก้าวหน้าและความร่วมมือที่ครอบคลุมผ่านปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ว่าด้วยอาเซียน 2045 นอกจากนี้ยังมีการจัดประชุมสุดยอดอาเซียน-GCC-จีน ครั้งแรก ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มพันธมิตรสำคัญในภูมิภาค ตอกย้ำการบูรณาการในโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ

อันวาร์ อิบราฮิม ได้กล่าวถึงความต้องการพลังงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่พุ่งสูงขึ้นในปี 2024 คิดเป็น 50% ของการบริโภคทั่วโลก และภูมิภาคนี้ยังคงเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 60% ของการปล่อยทั่วโลก แม้ว่าการเติบโตจะเร่งตัวขึ้น แต่ความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศยังคงแน่วแน่ โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 8 ใน 10 ประเทศได้กำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (net zero) และในการประชุม COP28 ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ให้คำมั่นที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกเป็นสามเท่า หรือ 11,000 GW ภายในปี 2030

สำหรับมาเลเซียได้มีการเปิดตัวแผนงานการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติ (NETR) ในปี 2023 เพื่อประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชนในการบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contributions) และสร้างความยืดหยุ่นด้านพลังงาน

นายกฯ มาเลเซีย ได้เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมและเท่าเทียมสำหรับเอเชีย:

  1. การกำหนดสถาปัตยกรรมทางการเงินที่ชัดเจน: เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและระดมเงินทุนจำนวนมากเข้าสู่โครงการพลังงานหมุนเวียนทั่วภูมิภาค เนื่องจากในปี 2023 เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับเงินลงทุนด้านพลังงานสะอาดเพียง 2% ของการใช้จ่ายทั่วโลก แม้จะมีศักยภาพมหาศาลในด้านพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานลมในเวียดนาม พลังน้ำในลาว แสงอาทิตย์ในมาเลเซีย และพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย โดยมาเลเซียกำลังดำเนินการผ่านนโยบายอย่าง Corporate Renewable Energy Supply Scheme (CRESS) และ Green Technology Financing Scheme เพื่อกระตุ้นการลงทุนสีเขียว
  2. การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้า: ในการประชุมสุดยอดอาเซียนล่าสุด ได้มีการเร่งโครงการโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid – APG) โดยการลงนามบันทึกความเข้าใจที่ปรับปรุงใหม่ และการจัดตั้งเครือข่ายสิ่งอำนวยความสะดวกทางการเงินของ APG เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเงินทุนข้ามพรมแดนและเข้าใกล้ตลาดพลังงานระดับภูมิภาคที่บูรณาการอย่างแท้จริง Tenaga Nasional Berhad ของมาเลเซียยังได้ทุ่มงบประมาณ 4.3 หมื่นล้านริงกิตเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศ โดยนำ AI และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่มาใช้เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและความทนทานในอนาคต
  3. การลงทุนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและลดการปล่อยมลพิษในระบบพลังงานที่มีอยู่: แม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะยังคงคิดเป็นเกือบ 80% ของอุปทานทั่วโลก แต่การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องตั้งอยู่บนความเท่าเทียม การลดการปล่อยคาร์บอนที่ละเลยความต้องการของผู้ยากไร้และผู้เปราะบางอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การเข้าถึงพลังงานที่ราคาไม่แพงและเชื่อถือได้สำหรับทุกคนไม่ใช่แค่ความจำเป็นทางศีลธรรม แต่เป็นรากฐานของการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม ความมั่นคงทางพลังงานจึงต้องครอบคลุมถึงความยุติธรรมทางสังคมและการเข้าถึงอย่างทั่วถึง

อันวาร์ อิบราฮิม ได้เน้นย้ำว่า สำหรับเอเชีย ความมั่นคงทางพลังงานยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนา และเส้นทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนจะต้องตระหนักว่าพลังงานหมุนเวียนสามารถเสริมด้วยน้ำมันและก๊าซที่มีการลดการปล่อยมลพิษได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่สมดุลเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถเข้าถึงพลังงานในราคาที่เหมาะสม อันเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการยกระดับคุณภาพชีวิต

อาเซียนได้วางรากฐานสำหรับแนวทางปฏิบัติจริงนี้ผ่านกรอบการทำงานและแผนงานการนำเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage – CCS) มาใช้ในอาเซียน เพื่อปรับปรุงนโยบายและอำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของเงินทุนและคาร์บอนข้ามพรมแดน โดยมาเลเซียได้ผ่านร่างกฎหมายการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน ปี 2025 (Carbon Capture, Utilisation and Storage Bill 2025) เพื่อวางรากฐานการกำกับดูแลสำหรับภาคส่วนที่กำลังเติบโตนี้ PETRONAS กำลังเป็นผู้นำในการพัฒนาศูนย์ CCS สามแห่งในน่านน้ำนอกชายฝั่ง ซึ่งไม่เพียงแต่ให้บริการแก่ภาคส่วนน้ำมันและก๊าซเท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ยากต่อการลดการปล่อยมลพิษ

ความร่วมมือด้าน CCS ของมาเลเซียยังเกี่ยวข้องกับพันธมิตรระหว่างประเทศกว่า 10 รายจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และบริษัทพลังงานระดับโลก เช่น Total และ Shell นอกจากนี้ PETRONAS ยังทำงานร่วมกับ ENEOS, Mitsubishi และ JX Nippon เพื่อสำรวจการขนส่งและการกักเก็บ CO₂ จากพื้นที่อ่าวโตเกียวไปยังมาเลเซีย ซึ่งวางตำแหน่งให้ CCS ไม่เพียงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่มีแนวโน้มดีสำหรับภูมิภาค

นายกฯ มาเลเซีย ปิดท้ายด้วยการแสดงความหวังว่าด้วยความเชี่ยวชาญที่หลากหลายของผู้เข้าร่วมการประชุม จะนำไปสู่โซลูชั่นที่เป็นรูปธรรมและโครงการริเริ่มเชิงปฏิบัติที่จะมีส่วนช่วยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของเอเชียต่อไป

Petronas เดินหน้า “Energy Transition” มุ่งสู่ Net Zero ปี 2593 พร้อมขับเคลื่อนความยั่งยืนในทุกมิติ

Scroll to Top