57 ปี กฟผ. กางแผนฝ่าวิกฤตพลังงานโลก อัดงบโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ-ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ

กฟผ. ยืนหยัดเสาหลักความมั่นคงพลังงานไทยในโอกาสครบรอบ 57 ปี เร่งเดินหน้าผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาด ลดพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า พร้อมปรับโฉมโครงข่ายไฟฟ้าให้ยืดหยุ่น ทันสมัย หวังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางความผันผวนของวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลางและสภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว โดยย้ำว่าประเทศไทยต้องมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่องในต้นทุนที่เหมาะสม ซึ่งแนวทางสำคัญคือการเร่งกระจายเชื้อเพลิงและเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด

ดัน “โซลาร์เซลล์ลอยน้ำ” 3 เขื่อนใหญ่ กำลังผลิตทะลุ 1,600 เมกะวัตต์

กฟผ. เตรียมเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนสำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี รวมกำลังผลิตทั้งหมด 1,638 เมกะวัตต์

ยกระดับ Grid Modernization รองรับพลังงานหมุนเวียน

เพื่อบริหารจัดการความผันผวนของพลังงานสะอาด กฟผ. ได้เร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัยและยืดหยุ่น ผ่าน 3 แผนงานหลัก:

  • ระบบพยากรณ์อัจฉริยะ: ศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (REFC) ได้นำเทคโนโลยีผสานแบบจำลองพยากรณ์หลายรูปแบบมาใช้ ช่วยลดค่าความคลาดเคลื่อนในการคาดการณ์ผลผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลม
  • ระบบกักเก็บพลังงานต้นทุนต่ำ: เร่งพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดยโครงการที่เขื่อนจุฬาภรณ์ จังหวัดชัยภูมิ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอ ครม. ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนครั้งที่ 2 ภายในปีนี้
  • ปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าพื้นที่ EEC: พัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูงหลายแห่งในจังหวัดชลบุรีและระยอง (เช่น สถานีพานทอง, สัตหีบ 1-2, ระยอง 2) เพื่อรองรับอุตสาหกรรมดิจิทัล มีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2569

ขยายเครือข่ายอาเซียน ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

นอกจากนี้ กฟผ. ได้ร่วมมือกับ สปป.ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์ ขยายปริมาณการซื้อขายไฟฟ้าข้ามพรมแดนในโครงการ LTMS-PIP ระยะที่ 2 เพิ่มขึ้นเป็นสูงสุดไม่เกิน 200 เมกะวัตต์ เพื่อขับเคลื่อนโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid)

ในด้านสิ่งแวดล้อม กฟผ. มุ่งเน้นแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) นำวัตถุพลอยได้จากกระบวนการผลิตของโรงไฟฟ้าแม่เมาะมาแปรรูปเป็นคอนกรีตจากเถ้าลอย ผลิตภัณฑ์ปรับปรุงดิน รวมถึงการแยกแบล็คแมส (Black Mass) จากแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าเสื่อมสภาพ พร้อมดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างยั่งยืนร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนาและมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ

Scroll to Top