MLNG ดันมาเลเซียสู่ศูนย์กลาง LNG โลก พร้อมทุ่มเทคโนโลยี ปั้นโรงงานอัจฉริยะรับดีมานด์พลังงานไม่หยุดนิ่ง

MLNG ดันมาเลเซียสู่ศูนย์กลาง LNG โลก พร้อมทุ่มเทคโนโลยี ปั้นโรงงานอัจฉริยะรับดีมานด์พลังงานไม่หยุดนิ่ง

Malaysia LNG Group of Companies – MLNG ย้ำวิสัยทัศน์ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการผลิตก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระดับโลก ชูความน่าเชื่อถือและความยั่งยืนเป็นหัวใจหลัก พร้อมเปิดแผนยุทธศาสตร์พลิกโฉมสู่ “โรงงานอัจฉริยะ” เพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงานโลก

ความท้าทายและการปรับตัวในตลาด LNG ยุคใหม่

ลาก้า เจงกี้ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ MLNG Group of Companies เปิดเผยถึงภูมิทัศน์ของตลาด LNG ที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนผ่านจากสัญญาซื้อขายระยะยาว 20 ปี ไปสู่ สัญญาแบบระยะสั้น ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตที่ต้องลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน

อย่างไรก็ตาม MLNG ยังคงมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการพลังงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหลักอย่าง ญี่ปุ่น จีน และเกาหลี พร้อมเล็งเห็นโอกาสในการขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ ไทย และเวียดนาม เพื่อเสริมสร้างการพึ่งพาอาศัยกันด้านพลังงานในภูมิภาค

ลาก้า ยังย้ำถึงบทบาทสำคัญของ LNG ในระยะยาว แม้จะมีการผลักดันเรื่องพลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความต้องการพลังงานทั่วโลกยังคงอยู่ในระดับสูง และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกทั้งหมดต้องอาศัยเวลา การลงทุน และความพยายามอย่างมหาศาล

“ธุรกิจ LNG คือความน่าเชื่อถือ เราต้องสามารถจัดหาพลังงานให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี” นายลาก้ากล่าวย้ำถึงความสำคัญของการจัดหาพลังงานที่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ความต้องการพลังงานพุ่งสูง

“เราต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแข่งขันกับโรงงานใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า” ลาก้า กล่าวเสริมถึงทิศทางการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

ลงทุนเทคโนโลยีปั้น “โรงงานอัจฉริยะ” รับอนาคต

MLNG ได้ริเริ่มโครงการ “5G” ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลภายในโรงงาน โดยมีการสร้าง Private 5G Network เพื่อรองรับการทำงานของพนักงานที่เปลี่ยนผ่านจากการใช้เอกสารไปสู่การใช้แท็บเล็ตและระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกข้อมูล การตรวจสอบ หรือการอัปโหลดข้อมูลต่างๆ

“เรากำลังพิจารณาการนำเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) มาใช้ในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน” ลาก้า กล่าว โดยคาดการณ์ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนกระบวนการต่างๆ ให้เป็นไปอย่างอัตโนมัติและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากการปรับเปลี่ยนการทำงานสู่ระบบดิจิทัลแล้ว MLNG ยังได้ติดตั้ง เซ็นเซอร์อัจฉริยะ “IoT” (Internet of Things) บนมอเตอร์ต่างๆ เพื่อตรวจสอบสภาพการทำงาน และนำ Machine Learning มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต โดยมีการจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจเพื่อพัฒนาโซลูชันด้านดิจิทัลและเทคนิค เพื่อให้มั่นใจว่าโรงงานสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความเป็นอัตโนมัติสูงสุด

การบำรุงรักษาและการขยายตัวอย่างยั่งยืน

โรงงาน LNG ของ MLNG ซึ่งดำเนินงานมากว่า 40 ปี เป็นข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการบำรุงรักษาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

ลาก้า กล่าวว่า นับตั้งแต่การส่งมอบ LNG ล็อตแรกเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2526 MLNG ได้เติบโตและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 15,600 คน และมีการเฉลิมฉลองความสำเร็จในทุกก้าวสำคัญของการดำเนินงาน

การขยายกำลังการผลิตของ MLNG ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ทำให้สามารถพัฒนาศักยภาพของบุคลากรได้อย่างต่อเนื่อง โดยบุคลากรของ MLNG ได้รับการยอมรับในระดับโลก และมีผู้เชี่ยวชาญกระจายอยู่ตามโรงงานผลิต LNG ทั่วโลก

ในด้านความยั่งยืน MLNG ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยได้นำ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) จำนวน 46 คันมาใช้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่าถึง 100,000 ตัน นอกจากนี้ยังมีการนำเข้าพลังงานสะอาดเพื่อใช้ในการดำเนินงาน โดยประมาณ 70% ของพลังงานที่ใช้มาจาก พลังงานน้ำ ซึ่งช่วยลดภาระด้านเชื้อเพลิงได้อย่างมาก

ลาก้า ทิ้งท้ายว่า LNG ยังคงเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่สะอาดที่สุดในปัจจุบัน และมีราคาที่สามารถเข้าถึงได้เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ MLNG เชื่อมั่นว่าการลงทุนในการฟื้นฟูและบำรุงรักษาโรงงานเดิมนั้นคุ้มค่าและเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน

MLNG พร้อมที่จะก้าวต่อไปในฐานะผู้จัดหาพลังงานที่น่าเชื่อถือและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อตอบสนองความต้องการพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก พร้อมทั้งรักษามาตรฐานสูงสุดในด้านประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน

บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จับมือ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี พัฒนาต่อยอดความร่วมมือการจัดหาแอมโมเนียคาร์บอนต่ำสำหรับเป็นเชื้อเพลิงร่วมในโรงไฟฟ้า ลดการปล่อยคาร์บอน หนุนเป้าหมาย Net Zero

Scroll to Top