การประชุมพลังงานครั้งสำคัญอย่าง EnergyAsia 2025 ได้กลายเป็นเวทีที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางความคิดครั้งใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีสัญญาณที่ชัดเจนจากประเทศมาเลเซียในการปรับเปลี่ยนจุดยืนเชิงนโยบายครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อผลักดัน “พลังงานนิวเคลียร์” ให้กลายเป็นหนึ่งในคำตอบหลักสำหรับอนาคตด้านพลังงานของชาติ
ภายในงาน ได้มีการแสดงวิสัยทัศน์จากภาครัฐบาลมาเลเซียอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยมีข้อสรุปที่หนักแน่นว่า การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 นั้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้หากปราศจากพลังงานนิวเคลียร์ การแสดงจุดยืนร่วมกันของหน่วยงานด้านพลังงานและด้านการคลังของประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่สอดประสานกันในระดับรัฐบาล ซึ่งมองว่านิวเคลียร์ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เกิดจากความท้าทายที่ภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญ นั่นคือความต้องการพลังงานฐาน (Baseload Power) ที่มีเสถียรภาพและปล่อยคาร์บอนต่ำ เพื่อนำมาทดแทนโรงไฟฟ้าถ่านหินที่จะต้องถูกปลดระวางตามพันธสัญญาสภาพภูมิอากาศ แม้พลังงานหมุนเวียนอย่างแสงอาทิตย์จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความไม่แน่นอน จึงไม่สามารถตอบโจทย์การเป็นแหล่งพลังงานหลักที่มั่นคงได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่องว่างนี้เองที่พลังงานนิวเคลียร์สามารถเข้ามาเติมเต็มได้อย่างสมบูรณ์
นวัตกรรม “เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล” หรือ SMRs (Small Modular Reactors) คือเทคโนโลยีที่เป็นตัวเร่งสำคัญในการฟื้นคืนชีพของนิวเคลียร์ ด้วยข้อดีด้านความปลอดภัยที่สูงขึ้น ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่ต่ำกว่า และก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าเครื่องปฏิกรณ์ขนาดใหญ่ในอดีต ทำให้ประเทศต่างๆ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์ได้ง่ายขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้สร้างแรงผลักดันใหม่ที่ทรงพลัง ทำให้ความต้องการพลังงานสะอาดและมีเสถียรภาพตลอดเวลาเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเป็นตลาดที่เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงสามารถตอบสนองได้อย่างตรงจุด
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับมาเลเซียเพียงประเทศเดียว แต่เป็นแนวโน้มที่เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วทั้งอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม หรือไทย ต่างก็กำลังศึกษาและวางแผนพัฒนาโครงการพลังงานนิวเคลียร์อย่างจริงจัง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานและลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
อย่างไรก็ตาม เส้นทางข้างหน้ายังคงมีความท้าทายอยู่มาก ทั้งในด้านการระดมทุนโครงการซึ่งมีมูลค่ามหาศาล การพัฒนากรอบกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแลที่เข้มแข็ง การสร้างการยอมรับและความเข้าใจที่ถูกต้องในภาคประชาชน รวมถึงการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ
การประชุม EnergyAsia 2025 จึงเปรียบเสมือนจุดเปลี่ยนที่ยกระดับการพูดคุยเรื่องพลังงานนิวเคลียร์ในภูมิภาค จากเรื่องที่เป็นไปได้ในทางทฤษฎี สู่การเป็นวาระแห่งชาติที่ถูกประกาศเป็นเป้าหมายเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งบ่งชี้ว่ารุ่งอรุณแห่งยุคนิวเคลียร์ในเอเชียกำลังใกล้เข้ามาอย่างเต็มที







