ท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB FM) ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับทิศทางค่าเงินบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่ 2 เมษายนที่สหรัฐอเมริกาเตรียมประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทของไทย
SCB FM มองบาทระยะสั้นอ่อนค่า แต่ระยะยาวแข็งแกร่ง
แพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงินและ Head of Private Banking Relationship Management ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้จะมีปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เข้ามากระทบ ทั้งเหตุการณ์แผ่นดินไหว และการประกาศมาตรการ Tariffs ของสหรัฐฯ แต่เงินบาทก็ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น มาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ โดยเฉพาะหากไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูง ซึ่ง SCB FM ประเมินว่าอาจแตะระดับ 34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
แต่ในระยะกลาง-ยาว SCB FM กลับมองว่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นได้ ตามทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากสหรัฐฯ ทำให้อ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดการณ์ว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ระดับ 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปีนี้
จับตาวันที่ 2 เม.ย. สหรัฐฯ อาจขึ้นภาษีนำเข้าไทย 6-7%
วันที่ 2 เมษายนนี้ สหรัฐฯ เตรียมประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ซึ่งเป็นที่จับตาของตลาดการเงินทั่วโลก โดยนายแพททริกมองว่า สหรัฐฯ อาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทยที่อัตรา 6-7% เนื่องจากปัจจุบันไทยเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ที่อัตรา 16.8% (รวม VAT) ขณะที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทยที่อัตรา 9.9% (รวม VAT) ซึ่งส่วนต่างอยู่ที่ราว 7%
อย่างไรก็ตาม ท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีทรัมป์ที่กล่าวว่า การขึ้นภาษีอาจไม่สูงนัก ทำให้มีโอกาสที่อัตราภาษีจะต่ำกว่า 7% ได้
โอกาสของผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออก
ช่วงที่มีการประกาศมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จะเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้า-ส่งออก พิจารณาซื้อ/ขาย USDTHB โดยผู้ส่งออกอาจพิจารณาขาย USDTHB ที่ระดับ 34.20-34.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจาก SCB FM มองว่าในระยะยาวเงินบาทมีโอกาสจำกัดที่จะอ่อนค่าแรงอีกได้
ส่วนผู้นำเข้า อาจพิจารณาซื้อ USDTHB บางส่วนก่อนที่จะมีการประกาศมาตรการภาษี และอาจลุ้นว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีในอัตราที่น้อย ตลาดคลายกังวล และเงินบาทอาจกลับมาแข็งค่าได้
ปัจจัยสนับสนุนเงินบาทระยะยาว
วชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยที่สนับสนุนเงินบาทในระยะกลาง-ยาว ได้แก่:
- แนวโน้มเงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกจากสหรัฐฯ ทำให้อ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ
- มุมมองเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่ลง ส่งผลให้ตลาดประเมิน Recession risk สูงขึ้น
- การออกมาตรการภาครัฐขนาดใหญ่ในยุโรป ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยุโรปปรับสูงขึ้น และเงินยูโรแข็งค่าเร็ว
- เงินทุนที่ไหลออกไปบางส่วนเป็น ETFs ซึ่งมักจะไม่มี hedge ค่าเงิน จึงส่งผลให้เงินยูโรแข็งค่าขึ้นเร็ว
- ทิศทางเงินทุนเคลื่อนย้าย เริ่มเห็นกลับมาไหลเข้าตลาดบอนด์ไทยในเดือน มี.ค.
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีแนวโน้มลดลง
ด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล SCB FM มองว่าอาจลดลงต่อได้เล็กน้อยตามการลดดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยคาดว่าจะลดอีก 2 ครั้งในปีนี้ (การประชุมเดือนมิถุนายน และตุลาคม)
ส่วนแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ คาดว่าจะปรับลดลงต่อได้ จากปัจจัยต่างๆ เช่น การลดดอกเบี้ยของ Fed เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มชะลอลง การจำกัดปริมาณการออกบอนด์ของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ และการขาดดุลการคลังที่อาจไม่สูงเท่าที่เคยประเมิน
–SAS ชี้ทางรอดยุค AI ครองเมือง แบงก์ไทยต้องบริหารความเสี่ยง ท่ามกลางภัยทุจริตดิจิทัลอย่างไร







