Virtual Bank ยุคใหม่ กับปราการ 5 ชั้น สกัดกลโกงมิจฉาชีพไซเบอร์

Virtual Bank ยุคใหม่ กับปราการ 5 ชั้น สกัดกลโกงมิจฉาชีพไซเบอร์

สถานการณ์การฉ้อโกงออนไลน์ในประเทศไทยทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะปัญหาการใช้ “บัญชีม้า” ที่ตั้งแต่ปี 2565 พบการใช้งานโดยมิจฉาชีพกว่า 5 แสนบัญชี สร้างความเสียหายรวมมูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท บัญชีเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการติดตามเงินและตัวผู้กระทำผิด ทำให้การฉ้อโกงด้วยการควบคุมบัญชี (Account Takeover) กลายเป็นภัยคุกคามอันดับต้น ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ในขณะที่มิจฉาชีพพัฒนากลโกงใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง สถาบันการเงินดิจิทัลอย่าง Virtual Bank ก็เร่งนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อรับมือกับภัยออนไลน์เหล่านี้ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิรูปกฎหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินทางไซเบอร์

ป้อมปราการดิจิทัล: ระบบป้องกันหลายชั้น รับมือภัยคุกคามเรียลไทม์

Virtual Bank ถูกออกแบบบนโครงสร้างพื้นฐานระบบคลาวด์ที่สามารถอัปเดตมาตรการความปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ พร้อมระบบความปลอดภัยที่ฝังอยู่ในทุกขั้นตอนการให้บริการ กลุ่ม Lightnet-WeLab หนึ่งในผู้ยื่นขอใบอนุญาต Virtual Bank ในประเทศไทย ได้นำความสำเร็จจาก WeLab ในฮ่องกงและอินโดนีเซีย ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินระหว่างประเทศของ Lightnet เพื่อนำเสนอประสบการณ์การคุ้มครองผู้ใช้ระดับโลก ปรับใช้กับความท้าทายในประเทศไทย ปกป้องผู้บริโภคและธุรกิจจากกลโกงทางการเงินยุคใหม่

กลุ่ม Lightnet-WeLab ได้พัฒนาระบบตรวจจับการฉ้อโกงออนไลน์ 5 ขั้นตอน ทำงานสอดประสานเพื่อปกป้องผู้ใช้ในทุกจุดเสี่ยง โดยผสานระบบคัดกรองความเสี่ยงอัตโนมัติ เทคโนโลยี Machine Learning และปัญญาประดิษฐ์ (AI) แบบ Reinforcement Learning ทำให้สามารถสร้างระบบป้องกันที่ครบวงจรและปรับตัวต่อภัยคุกคามดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

5 เทคโนโลยีหลัก Virtual Bank กลุ่ม Lightnet-WeLab ใช้สกัดมิจฉาชีพ:

  1. อัศวินด่านหน้า: ระบบยืนยันตัวตนอัจฉริยะ ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าอัจฉริยะ ตรวจจับภาพ Deepfake ได้อย่างแม่นยำ ทำให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานคือเจ้าของบัญชีจริง ดังเช่นกรณีที่ WeLab Virtual Bank ในฮ่องกงตรวจจับการใช้ภาพ Deepfake สมัครกู้เงิน จนนำไปสู่การจับกุมเครือข่ายมิจฉาชีพได้สำเร็จ
  2. หอคอยเฝ้าระวัง: จับตาธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง ระบบติดตามและตรวจสอบธุรกรรมแบบเรียลไทม์ ตรวจจับความผิดปกติ เช่น การโอนเงินไปยังหลายบัญชีในเวลาที่ผิดปกติ หรือการทำธุรกรรมจำนวนมากพร้อมกัน หากพบความเสี่ยง บัญชีจะถูกระงับหรืออายัดธุรกรรมทันที
  3. เกราะป้องกันอัจฉริยะ: ระบบยืนยันตัวตนตามความเสี่ยง ระบบจะขอให้ผู้ใช้ยืนยันตัวตนเพิ่มเติมเมื่อตรวจพบสัญญาณผิดปกติ เช่น การเปลี่ยนอุปกรณ์กะทันหัน การโอนเงินจำนวนมากผิดปกติ โดยไม่กระทบต่อการใช้งานปกติของผู้ใช้ส่วนใหญ่ ข้อมูลชี้ว่าบัญชีม้ามีการใช้งานผ่านหลายอุปกรณ์และหลายสถานที่มากกว่าบัญชีปกติอย่างมีนัยสำคัญ
  4. สายสืบดิจิทัล: วิเคราะห์เครือข่าย ปะติดปะต่อความเชื่อมโยง ระบบวิเคราะห์เครือข่ายช่วยเชื่อมโยงบัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ตรวจจับแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้หลายบัญชีบนอุปกรณ์เดียวกัน หรือด้วย GPS และ IP Address เดียวกัน เทคโนโลยีนี้เคยเปิดโปงการทุจริตโปรโมชั่นในอินโดนีเซียจากการเชื่อมโยงบัญชีที่มีลักษณะต้องสงสัย
  5. แนวร่วมต่อกรทุจริต: เครือข่ายสืบสวนและแบ่งปันข้อมูล ประเทศไทยกำลังเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมถึงการออก พ.ร.ก. ป้องกันอาชญากรรมไซเบอร์ ที่กำหนดความรับผิดชอบร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง Lightnet-WeLab กับภาคเอกชนและตำรวจสอบสวนกลาง เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการสร้างแนวร่วมที่แข็งแกร่ง

3 วิธีป้องกันตัวเองจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์:

  1. ปกป้องข้อมูลธนาคาร และสังเกตสัญญาณอันตราย: อย่าให้ผู้อื่นใช้บัญชี และระวังการถูกขอข้อมูลสำคัญ เช่น รหัส OTP หรือ PIN มิจฉาชีพมักใช้กลลวงต่าง ๆ โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง
  2. ตรวจสอบข้อเสนอที่น่าสงสัย: ตั้งสติและตรวจสอบรายละเอียดข้อเสนอที่ดูดีเกินจริงอย่างละเอียด ก่อนให้ข้อมูลส่วนตัว อย่าหลงเชื่อผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
  3. รายงานความผิดปกติทันที: หากพบการกระทำที่น่าสงสัย ให้บันทึกรายละเอียดและติดต่อธนาคารเพื่ออายัดบัญชี พร้อมแจ้งความออนไลน์ที่เว็บไซต์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือโทร 1599

ในขณะที่ประเทศไทยมุ่งมั่นยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ Virtual Bank อย่างกลุ่ม Lightnet-WeLab (หากได้รับใบอนุญาต) จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างระบบการเงินที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ ด้วยเทคโนโลยีป้องกันที่ทันสมัยและพร้อมปรับตัวต่อภัยคุกคามใหม่ ๆ

จับตา สหรัฐฯ อาจขึ้นภาษีนำเข้าไทย! SCB FM ชี้บาทอ่อนระยะสั้น แต่ยาวๆ แข็งแกร่ง

Scroll to Top