การเริ่มต้นซื้อขายหุ้นของ SpaceX ในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ภายใต้ชื่อย่อ SPCX ถือเป็นหมุดหมายครั้งสำคัญของเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) นำพาหนึ่งในบริษัทเอกชนที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกเข้าสู่ตลาดสาธารณะ การเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ทุบสถิติโลก แต่ยังมาพร้อมกับโครงสร้างทางการเงิน การควบรวมกิจการด้าน AI และกลยุทธ์การจัดสรรหุ้นที่ท้าทายตำราการเงินแบบดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง
1. ทุบสถิติโลกด้วยกลยุทธ์ “ราคาคงที่” และดีมานด์ถล่มทลาย
SpaceX ระดมทุนได้สูงถึง 75,000 ล้านดอลลาร์ จากการเสนอขายหุ้นจำนวน 555.56 ล้านหุ้น ที่ราคาคงที่ 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่ากิจการ (Market Capitalization) อยู่ที่ประมาณ 1.75 ถึง 1.77 ล้านล้านดอลลาร์ การระดมทุนครั้งนี้มีขนาดใหญ่กว่าสถิติเดิมของ Saudi Aramco ในเดือนธันวาคม 2019 ที่ทำไว้ 25,600 ล้านดอลลาร์ ถึงเกือบ 3 เท่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ SpaceX เลือกที่จะแหวกขนบของวอลล์สตรีทด้วยการตั้งราคาเสนอขายแบบคงที่ (Fixed Price) ตั้งแต่แรก โดยไม่มีการระบุช่วงราคา (Price Range) และไม่มีการทำกระบวนการสำรวจความต้องการซื้อจากสถาบัน (Institutional Bookbuild) เป็นเวลาหลายสัปดาห์เหมือนหุ้น Mega-cap ทั่วไป แต่ผลลัพธ์กลับพบว่า ดีมานด์ความต้องการจากนักลงทุนนั้นสูงมาก โดยมีรายงานคำสั่งซื้อจากนักลงทุนรายย่อยทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์ และความต้องการรวมพุ่งสูงกว่า 250,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3.5 ถึง 4 เท่าของจำนวนหุ้นที่เปิดขาย โดยมี Goldman Sachs และ Morgan Stanley เป็นผู้จัดการการจัดสรรหุ้นหลัก
หากเปรียบเทียบกับราคาซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองช่วงก่อนหน้า และการทำ Tender Offer ในเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 421 ดอลลาร์ (ก่อนการแตกหุ้น 5 ต่อ 1 หุ้น ในวันที่ 4 พฤษภาคม 2026 เพื่อปรับสัดส่วนในไฟลิ่ง S-1) จะพบว่าราคาหลังแตกหุ้นของช่วงเดือนธันวาคมจะอยู่ที่ราว 84 ดอลลาร์ต่อหุ้น ดังนั้น ราคา IPO ที่ 135 ดอลลาร์ จึงเป็นราคาที่พรีเมียมขึ้นมาถึง 61% และทำให้มูลค่าบริษัทโตขึ้นมากกว่า 2 เท่าภายในระยะเวลาไม่ถึง 6 เดือน
2. โครงสร้างเนื้อใน: 3 โมเดลธุรกิจ ภายใต้รหัสหุ้นเดียว
รายงานจากไฟลิ่ง S-1 เผยให้เห็นรายได้รวมของปี 2025 ที่ 18,700 ล้านดอลลาร์ เติบโตขึ้น 33% จากปี 2024 (ซึ่งอยู่ที่ 14,100 ล้านดอลลาร์) และมีกำไร EBITDA ที่ปรับปรุงแล้ว 6,600 ล้านดอลลาร์ ทว่าในเชิงบัญชี GAAP บริษัทกลับรายงานยอดขาดทุนสุทธิสูงถึง 4,940 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 และขาดทุนต่อเนื่องอีก 4,280 ล้านดอลลาร์เฉพาะในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 จนมียอดสะสมขาดทุนรวม (Accumulated Deficit) อยู่ที่ 41,300 ล้านดอลลาร์
ความขัดแย้งระหว่างกำไรดำเนินงานและยอดขาดทุนสุทธินี้ เกิดจากการใช้หลักการบัญชีภายใต้การควบคุมเดียวกัน (Common-Control Accounting) ซึ่งเปิดทางให้รวมงบการเงินย้อนหลังของบริษัทที่ Elon Musk เป็นผู้มีอำนาจควบคุมร่วมกัน ได้แก่ SpaceX, xAI และ X (Twitter เดิม) ที่เพิ่งควบรวมกิจการกันอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยเมื่อแยกโครงสร้างธุรกิจออกมา จะพบภาพรวมดังนี้:
- Starlink (เครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนรายได้): สร้างรายได้ 11,400 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 (คิดเป็น 61% ของรายได้รวม) มีกำไรจากการดำเนินงาน 4,400 ล้านดอลลาร์ (Margin ราว 39%) มียอดผู้ใช้งานแตะ 5 ล้านรายในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 และทะยานสู่ 10 ล้านรายในเวลาต่อมา ทว่าการเติบโตนี้ต้องแลกกับรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ (ARPU) ที่ลดลงจาก 99 ดอลลาร์ต่อเดือนในปี 2023 มาอยู่ที่ 66 ดอลลาร์ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2026 อย่างไรก็ดี ยอดขายฮาร์ดแวร์และสัญญาระดับองค์กรยังคงเป็นส่วนเสริมที่สำคัญ
- Space Segment (ธุรกิจจรวดขนส่งอวกาศ): แม้จะครองตลาดปล่อยจรวดเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กว่า 80-90% และทำภารกิจ Falcon 9 ไปถึง 165 ครั้งในปี 2025 แต่ส่วนนี้กลับรายงานผลขาดทุนจากการดำเนินงาน 657 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากเงินลงทุนกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ถูกนำไปใช้ในงบวิจัยและพัฒนาโครงการ Starship นอกจากนี้ เที่ยวบินส่วนใหญ่เป็นการให้บริการภายในเพื่อขนส่งดาวเทียม Starlink เอง
- AI Segment (xAI และโครงสร้างพื้นฐาน): สร้างรายได้ 3,200 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 แต่เผชิญกับการขาดทุนจากการดำเนินงานสูงถึง 6,400 ล้านดอลลาร์ โดยในไตรมาส 1 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว ขาดทุนเพิ่มอีก 2,470 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการลงทุน (Capex) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI สูงถึง 12,700 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมถึงศูนย์ข้อมูล Colossus ในเมมฟิสที่ใช้การ์ดจอ Nvidia กว่า 220,000 ตัว
นอกจากนี้ การควบรวมยังรวมถึงการเป็นพันธมิตรและสัญญาระหว่าง SpaceX กับ Anthropic มูลค่า 1,250 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ไปจนถึงปี 2029 และดีลความร่วมมือกับ Cursor มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมออปชันซื้อกิจการมูลค่าสูงถึง 60,000 ล้านดอลลาร์ ยืนยันว่า SpaceX กำลังเปลี่ยนผ่านจากบริษัทเทคโนโลยีอวกาศไปสู่กลุ่มบริษัทโทรคมนาคมและปัญญาประดิษฐ์ครบวงจร
3. กลยุทธ์ “หุ้นหมุนเวียนต่ำ” และสงครามดัชนีระหว่าง Nasdaq กับ S&P 500
แม้มูลค่าบริษัทจะสูงลิ่ว แต่ในวันแรกมีหุ้นหมุนเวียนในตลาด (Public Float) เพียงแค่ 4.3% ของบริษัทเท่านั้น (คิดเป็นมูลค่า 75,000 ล้านดอลลาร์ที่ระดมทุนได้) ส่วนที่เหลืออีก 95.7% ยังคงถูกล็อกไว้โดยผู้ถือหุ้นเดิม และตัวของ Elon Musk เอง ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในสัดส่วน 42% แต่ควบคุมสิทธิ์การโหวตสูงถึง 85% ด้วยโครงสร้างหุ้นแบบ Dual-class
ความพิเศษของการจัดสรรหุ้นรอบนี้คือ มีการปันสัดส่วนสูงถึง 30% ของหุ้น IPO (คิดเป็นมูลค่าราว 22,500 ล้านดอลลาร์) ให้กับนักลงทุนรายย่อยผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Robinhood, Fidelity และ Charles Schwab ซึ่งมากกว่าเกณฑ์มาตรฐานของหุ้น Mega-cap ทั่วไปถึง 3 เท่า
สัดส่วนหุ้นที่ซื้อขายได้จริงที่ต่ำมากนี้ (Low Float) สอดรับกับการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ที่ยอมผ่อนปรนให้ SpaceX สามารถเข้ารวมในดัชนี Nasdaq-100 ได้เร็วขึ้นภายใน 15 วันทำการ จากเดิมที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน หากบริษัทมีมูลค่าติดอันดับ Top-40 ในสัปดาห์แรก ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดแรงซื้อภาคบังคับจากกองทุนประเภท Passive Fund สูงถึง 8,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนแรก และอาจรวมเป็น 30,000 ล้านดอลลาร์ในภาพรวม
ตรงกันข้ามกับดัชนี S&P 500 ที่ปฏิเสธการแก้เกณฑ์ดังกล่าว โดยยังคงรักษามาตรฐานเดิมที่กำหนดให้บริษัทต้องผ่านการจดทะเบียนมาแล้ว 12 เดือน มีผลกำไรสะสมตามหลัก GAAP ครบ 4 ไตรมาส และมีสัดส่วน Public Float ไม่ต่ำกว่า 10% ซึ่งข้อจำกัดนี้ทำให้เม็ดเงินลงทุนสถาบันตามดัชนี S&P 500 มูลค่ากว่า 14,000 ล้านดอลลาร์ต้องนั่งรออยู่ข้างสนามไปก่อน
4. มุมมองนักวิเคราะห์และสถิติเชิงประวัติศาสตร์: โอกาสทองหรือความเสี่ยงของรายย่อย?
ด้วยราคาเสนอขาย 135 ดอลลาร์ต่อหุ้น ทำให้ SpaceX ซื้อขายอยู่ที่ระดับสัดส่วนราคาต่อยอดขาย (Price-to-Sales Ratio) สูงถึง 94 เท่า เมื่อเทียบกับรายได้ปี 2025 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงเกินกว่าบรรทัดฐานของบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก (ซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 12.2 เท่า) นักวิเคราะห์จากหลายสำนักจึงออกมาแสดงความกังวล:
- Morningstar (Nicholas Owens): ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมไว้เพียง 780,000 ล้านดอลลาร์ (ต่ำกว่าราคา IPO ราว 55%) โดยชี้ว่าราคาถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกของดัชนีและหุ้นหมุนเวียนที่น้อยเกินไป พร้อมแนะนำให้นักลงทุนรอให้ราคาหุ้นนิ่งก่อนเข้าซื้อ
- Aswath Damodaran (อาจารย์จาก NYU): ปรับเพิ่มมุมมองมูลค่าพื้นฐานขึ้นมาอยู่ที่ 1.25 ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ หลังจากเห็นอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอวกาศที่สูงถึง 67% และตัวเลขรายได้ฝั่ง AI แต่เขาระบุว่าจะไม่เข้าซื้อที่ระดับมูลค่า 1.8 ล้านล้านดอลลาร์อย่างแน่นอน พร้อมมองว่าธุรกิจมีความผันผวนสูงขึ้น
- Fortune และผลวิจัยของ Jay Ritter: อ้างอิงสถิติการลงทุนในอดีตตั้งแต่ปี 1970 พบว่า บริษัทที่มีสัดส่วน Price-to-Sales สูงเกิน 40 เท่า มักจะทำผลงานได้ต่ำกว่าตลาดเฉลี่ยถึง 58% ในช่วงเวลา 3 ปีถัดมาสำหรับผู้ที่เข้าซื้อ ณ ราคาปิดวันแรก ยิ่งไปกว่านั้น หุ้นที่ยังไม่มีกำไรสุทธิทางบัญชีมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 0.5% ในระยะยาว แม้จะมีราคาพุ่งสูง (Pop) ในวันแรกของการเปิดซื้อขายก็ตาม
สำหรับมาตรการป้องกันการเทขายหุ้นของกลุ่มสถาบันใส่ผู้ลงทุนรายย่อย (Institutional Share-Dumping) ในระยะสั้นนั้นค่อนข้างแน่นหนา เนื่องจากเป็นโครงสร้างการติดล็อกหุ้นแบบขั้นบันได (Staggered Lock-up) ที่จะทยอยปลดล็อกทีละส่วนหลังการรายงานงบการเงินไตรมาส 2 (ปลายเดือนกรกฎาคม) และไตรมาส 3 ไปจนครบ 180 วัน โดยมีข้อยกเว้นเพียงกลุ่มสัญญามิตรแท้และครอบครัว (Friends and Family) สัดส่วน 5% (มูลค่า 3,750 ล้านดอลลาร์) ที่ไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาในการขาย ส่วนตัวของ Elon Musk มีข้อจำกัดห้ามซื้อขายแยกต่างหากที่ 366 วัน
ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีขนาดยักษ์อย่าง Alphabet ที่เคยลงทุนร่วมกับ Fidelity ในปี 2015 ด้วยเงิน 1,000 ล้านดอลลาร์แลกหุ้น 8% ปัจจุบันมูลค่าสินทรัพย์ดังกล่าวได้เติบโตขึ้นถึง 64 เท่า คิดเป็นมูลค่าราว 64,000 ล้านดอลลาร์ เช่นเดียวกับคู่ค้าอย่าง EchoStar ที่ถือครองหุ้นจากการแลกเปลี่ยนสเปกตรัมคลื่นความถี่ ก็ได้รับมูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 11,000 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่ากลุ่ม “Smart Money” และกลุ่มทุนสถาบันรายใหญ่ได้รับผลตอบแทนไปอย่างมหาศาลแล้วในช่วงที่เป็นบริษัทนอกตลาด
หลังจากนี้ ความผันผวนของราคาหุ้น SPCX ในตลาดรองจะเป็นตัวพิสูจน์ว่า โมเดลธุรกิจที่ควบรวมเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งจรวด ดาวเทียมอินเทอร์เน็ต และโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายใต้การนำของ Elon Musk จะสามารถทลายสถิติและหักล้างฐานข้อมูลในอดีตของวอลล์สตรีท เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้กับนักลงทุนรายย่อยในท้ายที่สุดได้หรือไม่
–Webull Thailand แจง กมธ. ยื่นหลักฐานสู้ข่าวลือ ย้ำระบบ KYC/CDD เข้มงวด ปราบ ‘บัญชีม้า’







