ชูสินทรัพย์ดิจิทัลแก้โจทย์เศรษฐกิจ ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ดึงดูดนักลงทุน และท่องเที่ยวกลุ่ม High Net Worth ทั่วโลก

คณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง และ สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชูสินทรัพย์ดิจิทัล-บล็อกเชน คือคำตอบแก้โจทย์เศรษฐกิจไทย ลดต้นทุนการเงิน ปิดช่องฟอกเงิน ชี้จุดแข็งการออกกฎระเบียบที่ชัดเจน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน ช่วยดึงดูดนักลงทุน และนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Net Worth ทั่วโลก

เก็บตกบรรยากาศการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และกลุ่มธนาคารโลก 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings ที่เพิ่งจบไปเมื่อต้นสัปดาห์ มีการเสวนาเวทีคู่ขนานหนึ่งที่น่าสนใจนั่นคือ Digital asset opportunity in Thailand จัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร และสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัล โดยในเวทีนี้มีผู้แทนจากธนาคารโลก ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เข้าร่วมอภิปรายถึงโอกาสสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย

นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและกรรมาธิการฯ เผยว่า สินทรัพย์ดิจิทัล และเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาช่วยตอบโจทย์และแก้ปัญหาทางการเงินให้กับประเทศไทยและประชาชนคนไทย โดยปัจจุบันระบบเศรษฐกิจไทยแบกรับภาระต้นทุนธุรกรรมทางการเงินสูงถึงเกือบ 9% ของ GDP ทั้งจากค่าธรรมเนียมธนาคาร ค่าบริการ และเบี้ยประกัน ซึ่งสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ที่มีต้นทุนไม่ถึง 3% การนำเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยลดภาระต้นทุนส่วนนี้ลงได้อย่างมหาศาล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศ 

นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SMEs) และประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือน

ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ไทยที่ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติลดลงอย่างมาก หากมีการผลักดันการทำ Tokenization แปลงหุ้นให้อยู่ในรูปแบบสินทรัพย์ดิจิทัล จะเป็นการเปิดประตูรับนักลงทุนกลุ่มใหม่จากโลกคริปโตทั่วโลกให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยได้อีกครั้ง 

ส่วนข้อกังวลเรื่องการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน หรือโยกย้ายถ่ายเทสินทรัพย์ของกลุ่มมิจฉาชีพ นี่คือสาเหตุสำคัญที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพให้ฝ่ายกำกับดูแลในการป้องกันอาชญากรรมทางไซเบอร์ 

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบกับ “เงินสด” แล้ว เงินสดถือว่ามีความเสี่ยงและอันตรายมากกว่า เนื่องจากไม่สามารถติดตามร่องรอยได้ ขณะที่ธุรกรรมบนคริปโทเคอร์เรนซีและบล็อกเชนมีความโปร่งใส เพราะทุกๆ การซื้อขายจะเกิด Digital Footprint หรือร่องรอยดิจิทัลที่ไม่สามารถลบได้ หากมีการบริหารจัดการและกุมกฎระเบียบที่ดี ระบบบล็อกเชนจะช่วยให้ฝ่ายกำกับดูแลควบคุมและป้องกันขบวนการฟอกเงินรวมถึงอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ 

นายกรณ์ ระบุเพิ่มเติมถึงโอกาสของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความว่องไวสูง โดยเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ไทยถือเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่มีกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ซึ่งหลังจากนี้ทุกภาคส่วน ก็จะหาแนวทางในการพัฒนาสินทรัพย์ดิจิทัลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและประชาชนคนไทย

ด้านสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เปิดเผยถึงทิศทางและความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวสู่อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลระดับภูมิภาค ชูจุดแข็งการออกกฎระเบียบที่ชัดเจนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Net Worth ทั่วโลก 

นายนเรศ เหล่าพรรณราย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อแสดงศักยภาพ พัฒนาการ รวมถึงกฎระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทย ให้แก่ผู้แทน และชาวต่างชาติที่เดินทางมาร่วมการประชุมระดับโลกอย่าง World Bank และ IMF ได้รับทราบ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากกลุ่มเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยสนับสนุนและผลักดันให้อุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยเติบโตอย่างยั่งยืน 

นายนเรศ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นกลไกหลักที่คิดเป็นสัดส่วนเกือบ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจทั้งหมด การพัฒนา Thai Baht Stablecoin จึงเป็นโอกาสสำคัญในการดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่ม High Net Worth ที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากนโยบายของประเทศเปิดรองรับให้สามารถนำ Stablecoin หรือสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้จ่ายได้ ก็จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

นอกจากนี้ตลาดต่างประเทศยังให้ความสนใจและติดตามการออกใบอนุญาตใหม่ๆ ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะแนวโน้มการเป็นประเทศลำดับต้นๆ ในภูมิภาคเอเชียที่มีการออกกฎระเบียบรองรับ Stablecoin สกุลเงินท้องถิ่น รวมถึงความก้าวหน้าด้าน Tokenized Asset ซึ่งจะก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างระบบการเงินดั้งเดิม และผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัล ในการร่วมกันพัฒนารอบด้านเพื่อยกระดับตลาดทุนไทยให้รองรับเงินลงทุนจากทั่วโลก 

สำหรับกรอบการดำเนินงานและผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ระบุว่า ระยะสั้นมุ่งเน้นการกระตุ้นการใช้จ่ายผ่านนโยบาย Tourist DigiPay ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการบางรายได้รับใบอนุญาตแล้ว และคาดว่าจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปี ซึ่งเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) พอดี ซึ่งจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ถือครองคริปโทเคอร์เรนซีให้เข้ามาใช้จ่ายในประเทศ 

ระยะกลาง: มุ่งเน้นการขยายการลงทุนและการระดมทุนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน (Tokenization) เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและเปิดช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต