เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีโลก พร้อมชี้ AI/Robotics พลิกโฉมองค์กรใน 5 ปี

เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีโลก พร้อมชี้ AI/Robotics พลิกโฉมองค์กรใน 5 ปี

ทรู คอร์ปอเรชั่น (True) ชี้ภาพรวมของเทคโนโลยีสำหรับธุรกิจ (B2B) ในปีนี้ยังคงมีการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีกลุ่ม Digital ICT ยุคใหม่ ที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หลายเท่าตัว สะท้อนให้เห็นถึงการลงทุนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในภาคองค์กรของไทยอย่างก้าวกระโดด

การบรรยายพิเศษครั้งนี้ นายเอกราช ปัญจวีณิน หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านดิจิทัล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำเสนอวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ 10 เทรนด์เทคโนโลยีหลัก ที่คาดการณ์ว่าจะหลอมรวมและเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ทางธุรกิจอย่างสิ้นเชิงภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งเปิดตัวโมเดลโครงสร้างพื้นฐานใหม่ “Digital Intelligence Fabric” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสลายข้อจำกัดด้านการลงทุนและเร่งกระบวนการ Digital Transformation ให้แก่องค์กรไทยอย่างแท้จริง

10 เทรนด์เทคโนโลยีแห่งอนาคต: การควบรวมเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่

ทรูฯ ได้แบ่งเทคโนโลยีที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงใน 5 ปีข้างหน้าออกเป็นสองกลุ่มหลัก ดังนี้

5 เทคโนโลยีที่เข้ามาใกล้ตัวและเปลี่ยนการใช้ชีวิต

  1. Living Intelligence: การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการอยู่อาศัยโดยสิ้นเชิง ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการดูแลสุขภาพ และอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน
  2. Action Model: การพัฒนาจากโมเดลภาษา (Language Model) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ไปสู่การเป็น Action Model ซึ่งสามารถดำเนินการหรือกระทำการต่างๆ ได้มากขึ้น
  3. Robotics Break Free: หุ่นยนต์ที่ปลดปล่อยตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมในโรงงาน (Out from Controlled Environment) ไปสู่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ในรูปแบบ Humanoid ที่ทำงานได้นอกกรอบและหลากหลายขึ้น
  4. Agentic AI: การขับเคลื่อนระบบปัญญาประดิษฐ์ไปสู่ความเป็นตัวแทนในการทำงาน (Agentic) ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในการจัดการและดำเนินการแทนมนุษย์
  5. Metamaterials: การสร้างสรรค์วัสดุรูปแบบใหม่ผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างระดับโมเลกุล ทำให้เกิดวัตถุที่มีคุณสมบัติต่างจากวัสดุดั้งเดิม เช่น การสร้างพลาสติกที่แข็งแกร่งกว่าเหล็ก ซึ่งเริ่มมี Startup ในต่างประเทศดำเนินการแล้ว

5 เทรนด์ความร่วมมือและการพัฒนาที่มุ่งสู่ความยั่งยืน

  1. Unlikely Alliances: การผนึกกำลังทางธุรกิจในรูปแบบพันธมิตรที่เกิดขึ้นข้ามอุตสาหกรรม (Cross Industry) เนื่องจากเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวเชื่อมช่องว่าง (Bridge Gap)
  2. Climate Innovation: การให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยเฉพาะการคำนวณ Carbon Footprint เพื่อรับมือกับภาวะโลกที่มีความผันผวนสูง
  3. Nuclear Resurgence: การกลับมาของพลังงานนิวเคลียร์ในรูปแบบใหม่ (Creator Nuclear) ซึ่งเป็นหน่วยผลิตพลังงานขนาดเล็กมาก สามารถติดตั้งและใช้งานได้ตามบ้านเรือนหรือองค์กรต่างๆ
  4. Quantum Leap: ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีควอนตัม ซึ่งกำลังมีการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา และบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญ
  5. Cislunar Economy (Space Economy): เศรษฐกิจบนอวกาศ ที่ขยายขอบเขตจากดาวเทียมไปสู่ Data Center และโครงข่ายการสื่อสารที่อยู่บนท้องฟ้า

6 ข้อจำกัดหลักที่ฉุดรั้งองค์กรไทย

แม้เทคโนโลยีจะเติบโตสูง แต่ทรูฯ ได้สรุปความท้าทายหลัก 6 ประการที่องค์กรไทยต้องเผชิญและเป็นอุปสรรคต่อการนำเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งเป็นข้อมูลที่รวบรวมจากข้อเสนอแนะของผู้บริหารในหลายอุตสาหกรรม ได้แก่

  1. ทิศทางองค์กรไม่ชัดเจน (Direction): หลายองค์กรเริ่มต้นจากเทคโนโลยี แทนที่จะเริ่มจากปัญหา ความท้าทาย หรือทิศทางทางธุรกิจ
  2. ระบบปิดและข้อมูลดั้งเดิม (Closed Architecture & Legacy Data): ระบบสถาปัตยกรรมที่แยกส่วนและข้อมูลที่มีอยู่ไม่เอื้อต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยียุคใหม่อย่าง AI
  3. ขาดการทำ Automation: นำเทคโนโลยีไปใช้ร่วมกับกระบวนการทำงานแบบเดิม ส่งผลให้เกิดความยุ่งยากและซับซ้อนกว่าเดิม แทนที่จะลดภาระงาน
  4. ความซับซ้อนสูง (Complexity): ระบบและกระบวนการทำงานมีความซับซ้อนสูง ทั้งในเชิงของกฎหมาย (Regulatory) และตัวเทคโนโลยีเอง
  5. ใช้งานยาก (Difficult to Use): เทคโนโลยีหลายตัวที่ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพสูง แต่มีขั้นตอนการใช้งานและการเรียนรู้ที่ใช้เวลานานเกินไป ทำให้ไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง
  6. ความไม่คุ้มค่าในการลงทุน (ROI): การลงทุนแบบ CAPEX ขนาดใหญ่ในอดีต (เช่น การสร้าง Data Center) ส่งผลให้ไม่มีความคุ้มค่าด้านผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่าย

8 โซลูชัน “Digital Intelligence Fabric” สลายข้อจำกัดด้วย New Generation Character

เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ ทรูฯ ได้ผลักดัน New Generation Technology ที่มีคุณลักษณะสำคัญคือ Automation, Simplify, Affordable, Agility, Seamless และ Open Architecture โดยได้จัดโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีองค์กรออกเป็น 3 ระดับ และมุ่งเน้นที่ระดับกลางที่เรียกว่า Digital Intelligence Fabric ซึ่งประกอบด้วย 8 โซลูชันหลัก ที่มีจุดเด่นคือรูปแบบ Modular Base สามารถเลือกใช้ตามความจำเป็น และการชำระเงินแบบ Pay-Per-Use โดยไม่ต้องมีการลงทุน CAPEX จำนวนมาก

ทั้ง 8 โซลูชันนี้จะถูกรวมเข้าสู่ Unified Intelligence Center ซึ่งเป็น Single Platform ที่สามารถแสดงผลลัพธ์และให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการ (Action) ต่อได้ทันที โดยโซลูชันที่แนะนำให้องค์กรพิจารณา ได้แก่

  1. Vertical Cloud: บริการ Cloud ที่ถูกออกแบบให้ Embed Cyber Security และมีมาตรฐานความปลอดภัยที่ตอบโจทย์เฉพาะอุตสาหกรรม เช่น การเงิน, โรงงาน และ Healthcare พร้อมการมอนิเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง
  2. Connectivity & IoT: โซลูชันที่เน้นการเปลี่ยนข้อมูลทางกายภาพ (Physical) ให้เป็นดิจิทัล (Digital) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ โดยอาศัยอุปกรณ์ Smart Edge/Intelligent Edge ที่ราคาถูกลงและมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
  3. Computer Vision & AI: การเพิ่มศักยภาพให้กล้องทั่วไปด้วยสมอง AI เพื่อให้สามารถ แจ้งเตือนและระบุปัญหาแบบ Real-time แทนการตรวจสอบ Footage ย้อนหลัง
  4. Connected Building & Energy: การบริหารจัดการอาคารและพลังงาน เพื่อ Optimize การใช้พลังงาน ทั้งพลังงานสะอาดและพลังงานดั้งเดิม พร้อมทั้งการคำนวณ Carbon Footprint ขององค์กร
  5. Smart Logistics & Supply Chain: การเชื่อมโยงกระบวนการโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อลดอุบัติเหตุ, ลดของเสีย, ลดการใช้พลังงาน และลดการสิ้นเปลืองต่างๆ
  6. Data Intelligence: การรวมข้อมูล (Aggregate) จากสามส่วนหลัก คือ ข้อมูลภายในองค์กร, ข้อมูลภายนอก (เช่น จาก Telco/Banking), และข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาวิเคราะห์ร่วมกันด้วย AI เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ
  7. Cyber Security: การลงทุนด้านความปลอดภัยที่ต้อง ทำควบคู่ไปกับการ Transformation โดยทรูฯ มีศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัย (SOC) ที่มอนิเตอร์แบบ End-to-End ตลอด 24 ชั่วโมง
  8. Digital Skill Development: การพัฒนาทักษะบุคลากรที่เน้นวิธีการ “Train พร้อมกับการได้ลองทำ” เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้จริงในโลกปัจจุบันได้อย่างตอบโจทย์

เอกราช กล่าวสรุปว่า การใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเก่งกาจของเทคโนโลยีแต่ละตัว แต่ขึ้นอยู่กับการ Integrate Technology ด้วยบุคลากรที่มีความเข้าใจทั้งในมิติของธุรกิจและเทคโนโลยี เพื่อให้กระบวนการขับเคลื่อนองค์กรสามารถตอบโจทย์การแข่งขันและการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

การ์ทเนอร์ชี้ชัด! องค์กรที่ ‘ประเมิน AI สม่ำเสมอ’ มีแนวโน้มจะได้รับคุณค่าจากการใช้ GenAI สูงถึง 3 เท่า”

Scroll to Top