กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงเตือนถึงความเสี่ยงครั้งสำคัญในรายงานเสถียรภาพการเงินโลก (Global Financial Stability Report) ล่าสุด ซึ่งเปิดเผยระหว่างการประชุมประจำปี IMF-World Bank ณ กรุงเทพมหานคร โดยระบุว่าผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yields) ทั่วโลกอาจพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและไร้ระเบียบ ท่ามกลางภาวะหนี้สาธารณะทั่วโลกที่กำลังจ่อทะลุ 100% ของจีดีพี ประกอบกับแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และการเร่งระดมทุนมหาศาลจากอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI)
รายงานชี้ว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในประเทศเศรษฐกิจหลักพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการที่ธนาคารกลางจำเป็นต้องคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยภาระหนี้ก้อนโตและความเสี่ยงในการต่ออายุหนี้ (Rollover Risk) กำลังทำให้ตลาดพันธบัตรเปราะบางต่อภาวะช็อกทางการคลังมากขึ้น หากผลตอบแทนพันธบัตรดีดตัวขึ้นอย่างรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ทำให้มูลค่าสินทรัพย์ทั่วโลกถูกปรับลดลง และบั่นทอนมูลค่าพันธบัตรรัฐบาลที่สถาบันการเงินใช้เป็นสินทรัพย์ค้ำประกัน
ปัจจัยกดดันเพิ่มเติมที่น่าจับตาคือ การออกหุ้นกู้เพื่อระดมทุนของบริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนพุ่งขึ้นเป็น 10% ของการออกตราสารหนี้ระดับ Investment-Grade ทั่วโลก จากระดับไม่ถึง 1% ในปี 2024 การแย่งชิงเม็ดเงินระดมทุนกับพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวทำให้ตลาดเกิดความตึงเครียดมากขึ้น
นอกจากนี้ IMF ยังส่งสัญญาณเตือนโครงสร้างการเงินแบบหมุนเวียน (Circular Financing) ในกลุ่มธุรกิจ AI โดยพบว่าตั้งแต่ปี 2023 มีข้อตกลง 14 รายการที่กลุ่ม Hyperscalers ใส่เงินลงทุนในหุ้นราว 3 แสนล้านดอลลาร์ และปล่อยกู้อีก 6.5 แสนล้านดอลลาร์ ให้แก่บริษัท AI อื่น เพื่อแลกกับข้อผูกพันรายได้ในอนาคต (Future Revenue Commitments) ถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ ผ่านคำสั่งซื้อชิปและบริการคลาวด์ หากการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ของ AI ไม่เป็นไปตามเป้า อาจนำไปสู่ภาวะล้มเหลวแบบ Triple Whammy ทั้งมูลค่าหุ้นดิ่ง ตราสารหนี้ผิดนัดชำระ และข้อผูกพันรายได้ไม่เกิดขึ้นจริง ซึ่งความเสี่ยงนี้กระจุกตัวอยู่ในบริษัท AI เพียงไม่กี่แห่ง
ในมิติของโครงสร้างตลาด กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Funds) ได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เป็น 9% ในปี 2025 จาก 4% ในปี 2022 ผ่านกลยุทธ์เก็งกำไรส่วนต่างที่มีการกู้ยืมเงินในระดับสูง (Leveraged Basis Trades) ทำให้ตลาดเสี่ยงต่อการถูกเทขายอย่างฉับพลัน ขณะที่สภาพคล่องในตลาดพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่องหลังการยุติมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทน (YCC) สวนทางกับสหรัฐฯ ยุโรป และสหราชอาณาจักรที่สภาพคล่องยังทรงตัว
IMF ยังชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางในภาคสถาบันการเงิน โดยจากการทดสอบภาวะวิกฤต (Stress Test) พบว่าธนาคารที่มีสัดส่วนสินทรัพย์รวมกันถึง 22% ของระบบธนาคารโลก อาจมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่ำกว่าเกณฑ์กำกับดูแล ขณะที่กองทุนบำเหน็จบำนาญ บริษัทประกัน และกองทุนสินเชื่อภาคเอกชน (Private Credit) เริ่มถือครองสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่องมากขึ้น ทำให้เสี่ยงต่อการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) เมื่อตลาดผันผวน
อีกหนึ่งความเสี่ยงเชิงระบบที่รุนแรงขึ้นคือภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยกว่า 70% ของกรณีที่ได้รับรายงานในปีนี้ แฮกเกอร์สามารถเจาะระบบได้เกือบจะในทันทีก่อนที่ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์จะมีเวลาปล่อยแพตช์แก้ไข เพิ่มขึ้นจากปี 2021 ที่มีเวลาเฉลี่ยถึงเกือบ 300 วัน ซึ่งการโจมตีสถาบันการเงินหลัก ระบบชำระเงิน หรือผู้ให้บริการคลาวด์ อาจลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นของระบบการเงินทั้งหมด
เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเชิงระบบดังกล่าว IMF เสนอแนะให้ผู้กำหนดนโยบายเร่งดำเนินการใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะให้อยู่ในระดับที่ยั่งยืน การควบคุมการก่อหนี้และความไม่สอดคล้องของสภาพคล่องในภาคธุรกิจ AI และสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร รวมถึงการยกระดับขีดความสามารถด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันก่อนที่ความเปราะบางใต้ผิวน้ำจะลุกลามเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ






