สงครามระหว่างอิหร่านที่ยืดเยื้อมากว่า 6 สัปดาห์ เริ่มส่งผลกระทบชัดเจนต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะ “ราคาพลังงาน” ที่พุ่งสูงขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยลบที่บั่นทอนกำลังซื้อของผู้บริโภค ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์จับตาหากการหยุดยิงไม่เป็นผล อาจฉุดการเติบโตของ GDP ในระยะยาว
น้ำมันแพงฉุดกำลังซื้อ แต่ผู้บริโภคยัง “ใจสู้”
ปัจจุบันราคาน้ำมันเฉลี่ยในสหรัฐฯ พุ่งแตะ $4.10 ต่อแกลลอน ส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก Bank of America ระบุว่าการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตในเดือนมีนาคมยังคงเพิ่มขึ้น 4.3% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการจ่ายในสถานีบริการน้ำมันที่พุ่งสูงถึง 16.5%
แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากผลสำรวจของ University of Michigan จะดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ช่วงปี 1950 แต่พฤติกรรมการใช้จ่ายจริงยังได้รับแรงหนุนจากเงินคืนภาษี (Tax Refund) ภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ที่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 11.1% จากปีที่ผ่านมา ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยในทันที
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) กับโจทย์หิน “ดอกเบี้ย”
ความผันผวนจากสงครามทำให้ทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
- เงินเฟ้อพุ่ง: ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.9% ดันอัตราเงินเฟ้อรายปีแตะ 3.3%
- การจ้างงานชะลอตัว: หากตัดภาคส่วนสุขภาพออกไป การจ้างงานในภาพรวมเริ่มส่งสัญญาณลบ
- การตัดสินใจ: Goldman Sachs คาดการณ์ว่า Fed อาจจำเป็นต้อง “รอและดู” (Wait-and-see) ก่อนจะตัดสินใจหั่นดอกเบี้ยในช่วงเดือนกันยายนและธันวาคม เพื่อประเมินว่าผลกระทบจากราคาพลังงานจะเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวหรือไม่
ระดับอันตราย! เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจจะ “พัง”
Joseph Brusuelas หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก RSM ชี้จุดตายสำคัญว่า หากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งแตะระดับ $125 ต่อบาร์เรล จะเกิดภาวะ “Demand Destruction” หรือการที่ราคาสูงจนความต้องการซื้อพังทลายลง ซึ่งจะสร้างความเสียหายเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แม้ปัจจุบันราคายังแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ $91 แต่ความเสี่ยงยังคงมีอยู่หากกำลังการผลิตในตะวันออกกลางได้รับความเสียหาย
ผลกระทบระดับโลก: สหรัฐฯ รอด แต่อาเชีย “อ่วม”
ในขณะที่สหรัฐฯ เริ่มปรับตัวได้กับราคาพลังงาน แต่ภูมิภาคที่น่ากังวลที่สุดคือ “เอเชีย” เนื่องจากเป็นกลุ่มประเทศที่ต้องพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก สงครามครั้งนี้จึงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั่วโลก ซึ่งดัชนีแรงกดดันห่วงโซ่อุปทานในเดือนมีนาคมพุ่งสูงสุดในรอบกว่า 3 ปี
สงครามอิหร่านอาจไม่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ล้มครืนในทันที แต่ความไม่แน่นอนคือศัตรูที่น่ากลัวที่สุด หากการสู้รบขยายวงกว้าง เป้าหมายการเติบโตของ GDP ที่ 2% อาจเป็นเรื่องยากที่จะไปถึง







