TCELS พลิกเกม! ดัน ‘นวัตกรรมแพทย์ไทย’ เข้าบัญชี สปสช. สร้างโอกาสรอด-สู้ยักษ์ใหญ่ระดับโลก

TCELS ดันนวัตกรรมแพทย์ไทย เข้าบัญชี สปสช. บุกตลาดโลก

ระบบสาธารณสุขและเฮลท์แคร์ของไทยได้รับการยอมรับในระดับแนวหน้าของโลก เรามีแพทย์ที่เก่งกาจ มีโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ แต่มีจุดอ่อนสำคัญหนึ่งอย่างคือ เรายังคงบริโภคยาและนวัตกรรมทางการแพทย์จากต่างประเทศเกือบ 100% ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ แม้แต่องค์การเภสัชกรรมก็ยังผลิตยาตามสูตรจากต่างประเทศ ไม่ใช่สิ่งที่คิดค้นขึ้นเอง สะท้อนให้เห็นว่าระบบยาของไทยยังคงอยู่ในมือของอุตสาหกรรมยายักษ์ใหญ่ระดับโลก

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนไทยจำนวนมากได้ทุ่มเทสร้างสรรค์ผลงานวิจัยของตนเอง จนมาถึงขั้นตอนสำคัญคือการนำผลงานออกสู่เชิงพาณิชย์ แต่กำแพงที่พวกเขาต้องเผชิญคือ การแข่งขันกับรายใหญ่ระดับโลกที่ควบคุมตลาดไว้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้งานวิจัยของไทยที่เริ่มเข้าสู่ตลาดจริงเติบโตได้อย่างเชื่องช้า และหากโดดเด่นมากพอ ก็อาจจบลงด้วยการถูกแบรนด์ยักษ์ใหญ่เข้ามาซื้อกิจการไป

สูตรสำเร็จเพื่อความอยู่รอด: ผลักดันเข้าสู่ระบบ สปสช.

ทางรอดเบื้องต้นของนักวิจัยและผู้ประกอบการไทยคือ เมื่อผลิตนวัตกรรมในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว จะต้องมีระบบสาธารณสุขในประเทศเข้ามาโอบอุ้ม นั่นคือการนำผลิตภัณฑ์เข้าสู่บัญชีของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ได้ เพื่อให้ทุกโรงพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) สามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกับประชาชนได้ทันที กลยุทธ์นี้เปรียบเสมือนการการันตีว่าผลงานวิจัยของคนไทยจะมีตลาดที่แน่นอนและมีโอกาสอยู่รอดในระยะเริ่มต้นที่สูงขึ้น

TCELS: หน่วยงานรัฐภารกิจสุดท้าทาย

หนึ่งในหน่วยงานหลักที่เข้ามาผลักดันภารกิจนี้คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TCELS (ทีเซลส์) ซึ่งมีภารกิจที่ท้าทายอย่างยิ่ง นั่นคือการทลายกำแพงเพื่อนำงานวิจัยของไทยเข้าสู่เชิงพาณิชย์ และช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอดในระยะยาวเพื่อแข่งขันกับบริษัทยาระดับโลกให้ได้ จากสิ่งที่ไทยไม่เคยทำมาก่อน TCELS ต้องริเริ่มและวางรากฐาน เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้ระบบสาธารณสุขของไทยมาจากมันสมองและสองมือของคนไทยครบวงจร

ล่าสุด ดร.จิตติ์พร ธรรมจินดา ผู้อำนวยการทีเซลส์ เปิดเผยหลังการเจรจากับคณะผู้แทนระดับสูงจาก National Insurance Board of Tanzania และ Tanzania Insurance Regulatory Authority (TIRA) ว่า “ปีที่แล้วถือเป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันงานวิจัยเข้าสู่ สปสช. ซึ่งทำได้ประมาณ 4 รายการ แต่ปีนี้คาดว่าจะทำได้ถึง 10 รายการ และจะเติบโตขึ้นในทุกๆ ปี”

ปัจจุบันมีนวัตกรรมที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว 8 รายการ ซึ่งทุกรายต่างเริ่มแข็งแกร่ง สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ดีในธุรกิจ ที่สำคัญคือทุกรายล้วนใช้วัตถุดิบในประเทศมาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม ความสำเร็จนี้ยังดึงดูดความสนใจจากประเทศแทนซาเนียที่พร้อมจะนำนวัตกรรมของไทยไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ในทวีปแอฟริกาให้กับประเทศไทย

8+ นวัตกรรมฝีมือคนไทยในบัญชี สปสช.

ตัวอย่างนวัตกรรมไทยที่ประสบความสำเร็จและได้เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) แล้ว ประกอบด้วย:

  • รากฟันเทียม PRK: โดยบริษัท มหาสวัสดิ์ เทคโนโลยี ช่วยลดต้นทุนได้อย่างมหาศาล และเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศ ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการแล้วกว่า 4,000 คน
  • ถุงและแผ่นปิดทวารเทียม Colosme: จากบริษัท โนวาเทค เฮลธ์แคร์ ช่วยเพิ่มการเข้าถึงและสนับสนุนการผลิตในประเทศ ปัจจุบันมีผู้ป่วยใช้งานแล้วกว่า 20,000 คน
  • กะโหลกเทียมไทเทเนียมเฉพาะบุคคล: จากบริษัท เมทิคูลี่ (Meticuly) ใช้เทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติ (3D Printing) ช่วยให้การผ่าตัดซ่อมแซมกะโหลกทำได้แม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้น
  • กะโหลกเทียม PMMA: จากบริษัท คัสตอมไมซ์ เทคโนโลยีส์ ใช้การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์และผลิตด้วยเทคโนโลยี 3D Printing ทำให้กระบวนการรักษารวดเร็วและแม่นยำ
  • เท้าเทียมอัจฉริยะ sPace Dynamic: จากบริษัท มูธา (Mutha)
  • วัคซีนไร้เซลล์ป้องกันไอกรน (aP Vaccine): จากบริษัท ไบโอเน็ท-เอเชีย พัฒนาด้วยเทคโนโลยีดีเอ็นเอรีคอมบิแนนท์ ให้ภูมิคุ้มกันยาวนานกว่า 5 ปี
  • ชุดตรวจพยาธิใบไม้ตับด้วยปัสสาวะ (OV Antigen Rapid Test Kit): จากบริษัท โอวีไบโอเทค ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะภาคอีสาน เข้าถึงการตรวจและรับการรักษาได้ง่ายขึ้น
  • ระบบ AI ตรวจเอกซเรย์ทรวงอก Inspectra CXR: จากบริษัท เพอเซ็ปตร้า (Perceptra)

นวัตกรรมที่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ดังกว่านี้

หนึ่งในนวัตกรรมที่ตัวแทนจากแทนซาเนียให้ความสนใจอย่างมากคือ “ที่เป่าลมเช็คเบาหวาน” ซึ่งเปลี่ยนวิธีการตรวจจากเดิมที่ต้องเจาะเลือด อันเป็นอุปสรรคทางใจของผู้ป่วยจำนวนมาก มาเป็นการตรวจที่ง่าย ไม่เจ็บตัว และแม่นยำสูง แต่คนไทยจำนวนมากกลับยังไม่ทราบว่านวัตกรรมนี้สามารถใช้สิทธิ์ในระบบ สปสช. ได้แล้ว เช่นเดียวกับชุดตรวจพยาธิใบไม้ในตับด้วยปัสสาวะ ที่หากตรวจพบก็สามารถนำผลไปรับยาฟรีที่คลินิกได้ทันที

บทสรุปของเรื่องนี้ชัดเจนว่า การสร้างหน่วยงานรัฐเพื่อสนับสนุนภาคเอกชนนั้น จำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ให้มากขึ้น ยุคที่หน่วยงานรัฐเป็นเพียงผู้กำกับดูแลได้หมดไปแล้ว เมื่อนักวิจัยและเอกชนรายใดทำได้ดี รัฐต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่และต้องทำให้พวกเขาอยู่รอดให้ได้ ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสื่อสาร ต้องประชาสัมพันธ์ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเป็นแค่ฐานการวิจัยของต่างชาติ แต่ต้องทำให้นวัตกรรมของคนไทย สามารถสร้างระบบสาธารณสุขของไทยให้เป็นของคนไทยได้อย่างแท้จริงและครบวงจร


Biztalk Inside : สมชาย งามวรรณ

Scroll to Top