ยุทธศาสตร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อโครงการ TH-AI Passport ถูกตั้งคำถามถึงผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การขับเคลื่อน AI ของประเทศต้องก้าวข้ามการเป็นเพียงโครงการแจกสิทธิ์ซอฟต์แวร์ แต่มุ่งเป้าไปที่การยกระดับผลิตภาพ (Productivity) ของคนไทยอย่างเป็นรูปธรรม
ผศ.ดร.สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และการพัฒนาองค์กร TDS มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการสมาคม PMAT เปิดเผยบทวิเคราะห์ว่า หัวใจสำคัญของ AI ไม่ใช่อยู่ที่การแจกสิทธิ์ให้คนเข้าถึง แต่คือการใช้ AI ในฐานะ “คันงัด” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ การใช้งาน AI ที่ถูกต้องไม่ใช่แค่การทำหน้าที่เดิมให้เร็วขึ้น แต่คือการคืนเวลาให้แรงงานได้ใช้ทักษะที่ AI แทนที่ไม่ได้ เช่น การคิดเชิงยุทธศาสตร์ การตัดสินใจ และการสร้างนวัตกรรม
ปัจจุบัน AI ได้กลายเป็นทักษะพื้นฐานใหม่ของตลาดแรงงาน โดยผลสำรวจจาก Microsoft และ LinkedIn ระบุว่า แรงงานสายความรู้ในไทยใช้ Generative AI ทำงานสูงถึง 92% ซึ่งสูงกว่าเฉลี่ยโลกที่อยู่ 75% อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงใหญ่ของภาครัฐคือการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ผิดจุด หากมุ่งเน้นเพียงจำนวนผู้สมัครหรือบัญชีผู้ใช้งาน โครงการจะประสบความสำเร็จแค่ในกระดาษ แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
เพื่อไม่ให้เกิดความล้มเหลว รัฐบาลควรถอดบทเรียนจากประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น สิงคโปร์ ฟินแลนด์ และสหราชอาณาจักร ซึ่งเน้นแก้ปัญหาตรงจุดและวัดคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นหลัก โดยผศ.ดร.สุรพิชย์ ได้เสนอ 3 นโยบายยุทธศาสตร์ขับเคลื่อน AI ไทย ประกอบด้วย:
Shift from License to Impact: เปลี่ยนจากการวัดจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ เป็นการวัดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ (Outcome & Productivity Metrics) เช่น ยอดขาย SME ที่เพิ่มขึ้น หรือความเร็วในการให้บริการของรัฐ
Role-Based Upskilling: ออกแบบการอบรมทักษะ AI ให้ตรงตามบทบาทอาชีพจริง แทนการจัดอบรมแบบเดียวกันทั้งหมด
Government Operational Excellence: นำ AI มาลดงานเอกสารภาครัฐ เพิ่มความรวดเร็วในการบริการประชาชน เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำเวลาไปใช้กับการตัดสินใจที่สำคัญ
นโยบาย AI ที่ดีต้องไม่จบแค่การทดลองใช้ แต่ต้องเข้าไปเปลี่ยนวิธีคิด เพิ่มผลิตภาพ และสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ เพื่อให้คนไทยมองเห็นอนาคตของประเทศได้อย่างยั่งยืน







