วิกฤตท่องเที่ยวไทยซัดระลอกใหม่! ‘เลิฟอันดามัน’ ชี้โลว์ซีซั่นปี 69 หนักสุดเป็นประวัติการณ์ ทุนน้ำมันพุ่ง-สงครามฉุดยอดจองฮวบ 50% จี้รัฐปราบทุนเทา-ฟื้น ‘เราเที่ยวด้วยกัน’ พยุงธุรกิจ

วิกฤตท่องเที่ยวไทย เลิฟอันดามันชี้ยอดจองร่วงหนักสุดเป็นประวัติการณ์

วงการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดอีกครั้ง เมื่อปัจจัยลบระดับโลกพุ่งเป้าเข้าใส่แบบไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับความตึงเครียดจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ถึงความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

นายต่อพงษ์ วงศ์เสถียรชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลิฟอันดามัน จำกัด (Love Andaman) ผู้ให้บริการเรือท่องเที่ยวทางทะเลชั้นนำของไทย ได้เปิดเผยถึงภาพรวมและทิศทางเศรษฐกิจการท่องเที่ยวที่กำลังเข้าสู่ภาวะ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ซึ่งอาจทำให้ช่วงโลว์ซีซั่นในปีนี้ กลายเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมเคยประสบมา

เปิดสมการต้นทุน: เมื่อน้ำมันไม่ใช่แค่ ‘เชื้อเพลิง’ แต่คือ ‘ภาระ’ ที่หนักอึ้ง

ปัจจัยแรกที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ “ราคาน้ำมัน” นายต่อพงษ์ระบุว่า ต้นทุนหลักของธุรกิจนำเที่ยวทางเรือคือน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันราคาดีดตัวสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ จากเดิมที่เคยบริหารจัดการต้นทุนได้ในราคาลิตรละประมาณ 30 บาท แต่ในปัจจุบันราคาหน้าปั๊มพุ่งสูงเกือบ 50 บาทต่อลิตร

ทว่าความยากลำบากไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น สำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวทางทะเลที่ต้องให้บริการตามเกาะแก่งต่างๆ ต้นทุนแฝงที่ตามมาคือ “ค่าเซอร์วิสการขนส่งน้ำมัน” ซึ่งหากต้องมีการเติมน้ำมันตามเกาะต่างๆ จะมีค่าขนส่งบวกเพิ่มขึ้นมาอีกประมาณ 1,800-2,000 บาทต่อครั้ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อการบริหารจัดการกระแสเงินสด (Cash Flow) ของบริษัท
ไม่เพียงแต่ต้นทุนทางน้ำ ต้นทุนทางบกอย่าง “รถตู้รับ-ส่งนักท่องเที่ยว” ก็กำลังได้รับผลกระทบเป็นโดมิโน่ โดยผู้ให้บริการรถตู้เริ่มมีการเคลื่อนไหวขอปรับขึ้นค่าบริการ เนื่องจากแบกรับภาระราคาน้ำมันไม่ไหวเช่นกัน ทำให้ผู้ประกอบการนำเที่ยวรายใหญ่ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในทุกมิติ

สงครามตะวันออกกลาง: เอฟเฟกต์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวหายไปเกือบ 100%

ในด้านของอุปสงค์หรือจำนวนนักท่องเที่ยว สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางได้กลายเป็นปัจจัยลบที่สกัดกั้นการฟื้นตัวอย่างรุนแรง นายต่อพงษ์ให้ข้อมูลที่น่ากังวลว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวหลัก 2 กลุ่มได้หายไปจากระบบอย่างชัดเจน ได้แก่:

  1. กลุ่มนักท่องเที่ยวจากประเทศในตะวันออกกลางโดยตรง ที่ระงับการเดินทางเนื่องจากสถานการณ์ในภูมิภาค
  2. กลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรป ซึ่งเป็นตลาดคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง เนื่องจากนักท่องเที่ยวยุโรปจำนวนมากต้องใช้การเชื่อมต่อเที่ยวบิน (Transit) ผ่านทางตะวันออกกลางเพื่อเดินทางมายังประเทศไทย เมื่อเกิดสถานการณ์ความไม่สงบ เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิก เส้นทางบินมีความเสี่ยง ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจยกเลิกการเดินทาง หรือเปลี่ยนจุดหมายปลายทาง ส่งผลให้ตัวเลขผู้มาเยือนลดลงจนน่าใจหาย

สัญญาณอันตราย: ยอดจอง “พีพี” ฮวบจากหลักร้อยเหลือหลักสิบ

ดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือยอดการจอง (Booking) ในช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา ซึ่งนายต่อพงษ์เผยว่า ยอดจองหายไปเกือบ 50% และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ หากเปรียบเทียบจากตัวเลขเดิมที่เคยมีนักท่องเที่ยวจองทริปไปเกาะพีพีเฉลี่ยวันละ 400-500 คน แต่ปัจจุบันกลับเหลือตัวเลขเพียงประมาณ 70 คนเท่านั้น

    “โลว์ซีซั่นปีนี้มาเร็วกว่าทุกปี และจะเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดเท่าที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเคยประสบมา หากสถานการณ์สงครามและน้ำมันแพงยังยืดเยื้อ เราอาจจะได้เห็นผลกระทบที่รุนแรงต่อแรงงานในภาคธุรกิจ รวมถึงผู้ประกอบการที่มีสายป่านสั้นอาจจะต้องปิดตัวลง” นายต่อพงษ์กล่าว

    กับดัก “ทุนเทา-นอมินี”: มะเร็งร้ายที่กัดกินการท่องเที่ยวไทย

    เมื่อถามถึงทางออกในการปรับขึ้นราคาทริปเพื่อความอยู่รอด นายต่อพงษ์ยืนยันว่า “การปรับราคาไม่ใช่ทางเลือกที่ง่าย” เพราะหากผู้ประกอบการไทยปรับราคาขึ้นตามต้นทุนจริง นักท่องเที่ยวจะไหลไปหาผู้ให้บริการที่เป็น “นอมินีต่างชาติ” หรือ “กลุ่มทุนเทา” ทันที

    กลุ่มทุนเหล่านี้มักทำธุรกิจบังหน้าโดยใช้ราคาถูกเข้าสู้ (Under pricing) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนขีดความสามารถทางการแข่งขันของเจ้าของธุรกิจคนไทย นายต่อพงษ์ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า:

    • เม็ดเงินไม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย: เนื่องจากกลุ่มนอมินีเหล่านี้มีการทำธุรกรรมแบบครบวงจร ตั้งแต่การซื้อขายทัวร์จากต่างประเทศจนถึงการให้บริการในไทย เงินตราจึงวนเวียนอยู่เพียงในกลุ่มทุนของตนเอง
    • ทำลายโครงสร้างราคา: การตัดราคาทำให้มาตรฐานการบริการต่ำลง และส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยในระยะยาว จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาจัดการปัญหาทุนเทาและนอมินีอย่างจริงจัง เพราะหากปล่อยไว้ ปัญหาเหล่านี้จะทำให้ตลาดท่องเที่ยวไทยพังพินาศ และรัฐบาลจะสูญเสียรายได้จากภาษีที่ควรจะได้จากผู้ประกอบการไทยที่โปร่งใส

    ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล: ฟื้น “เราเที่ยวด้วยกัน” บนพื้นฐานความธรรม

    ในมุมมองของผู้บริหาร เลิฟอันดามัน ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือการทำอย่างไรให้ธุรกิจประคองตัวรอดไปให้ได้ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ก่อนจะถึงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวหรือไฮซีซั่น (High Season) อีกครั้ง
    มาตรการที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐบาลนำกลับมาพิจารณาคือ “โครงการเราเที่ยวด้วยกัน” แต่มีข้อเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใส คือ ควรพิจารณาการให้เงินอุดหนุน (Subsidy) โดยอ้างอิงจากจำนวนภาษีที่ผู้ประกอบการรายนั้นๆ ได้จ่ายชำระให้กับรัฐบาล
    วิธีนี้จะเป็นการ “คัดกรอง” และ “ส่งเสริม” ผู้ประกอบการไทยที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยคัดกรองกลุ่มทุนเทาหรือนอมินีออกไปจากระบบการสนับสนุนของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นการสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง

    ทิศทางในอนาคต

    เศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในเวลานี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่การประชาสัมพันธ์ แต่ต้องการการ “ผ่าตัด” โครงสร้างต้นทุนและการ “เยียวยา” ที่ตรงจุด สถานการณ์ของ เลิฟอันดามัน เป็นเพียงตัวแทนสะท้อนเสียงของคนทำธุรกิจท่องเที่ยวทั้งประเทศที่กำลังยืนอยู่บนปากเหวของความเปลี่ยนแปลง
    หากรัฐบาลสามารถเข้ามาควบคุมราคาน้ำมันภาคขนส่ง จัดการกลุ่มทุนต่างชาติที่ผิดกฎหมาย และมีมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพ การประคองตัวผ่าน 6 เดือนที่เลวร้ายนี้อาจจะเป็นไปได้ แต่ถ้าหากมาตรการเหล่านี้ยังล่าช้า เราอาจจะได้เห็นการปิดตัวครั้งใหญ่ของธุรกิจสายเลือดไทยในไม่ช้า

    Scroll to Top