อุตสาหกรรมทูน่ากระป๋องของไทย ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดโลกมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2567 มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 25.5% กำลังเผชิญกับความท้าทายจากมาตรการภาษีตอบโต้เต็มรูปแบบของสหรัฐฯ ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 นี้ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยยังคงขยายตัว 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
การเติบโตในช่วงต้นปีส่วนหนึ่งได้รับแรงหนุนจากการเร่งนำเข้าของคู่ค้าในสหรัฐฯ เพื่อกักตุนสินค้าก่อนเส้นตายการปรับขึ้นภาษี นอกจากนี้ การส่งออกไปยังกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ยังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในภูมิภาคดังกล่าว
แนวโน้มการส่งออกครึ่งปีหลังและปัจจัยที่ต้องจับตา
ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) คาดการณ์ว่ามูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องของไทยในปี 2568 จะเติบโตได้ประมาณ 4% แม้ว่าอัตราการเติบโตอาจชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปีหลังจากการบังคับใช้ภาษีตอบโต้เต็มรูปแบบของสหรัฐฯ
ปัจจัยสำคัญที่จะยังคงหนุนการส่งออกคือความต้องการบริโภคอาหารโปรตีนสูงแต่ราคาเข้าถึงได้ ท่ามกลางกำลังซื้อที่อ่อนแอของผู้บริโภค รวมถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ ซึ่งจะกระตุ้นให้หลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพิ่มความต้องการกักตุนอาหารที่เก็บรักษาได้นานอย่างทูน่ากระป๋อง ภูมิภาค MENA ถือเป็นตลาดส่งออกทูน่ากระป๋องที่มีศักยภาพ โดยในปี 2567 ไทยส่งออกไปยังภูมิภาคนี้คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าการส่งออกทูน่ากระป๋องทั้งหมด
การแข่งขันและมาตรการรับมือ
ประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการไทยต้องจับตาคือการแข่งขันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์และจีน เอกวาดอร์อาจได้เปรียบในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากมีแนวโน้มถูกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตราที่ต่ำกว่าไทย ขณะที่จีนมีการพัฒนาอุตสาหกรรมทูน่ากระป๋องอย่างรวดเร็วโดยใช้นวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อน และส่วนแบ่งตลาดทูน่ากระป๋องของจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจาก 5.8% ในปี 2558 เป็น 10.8% ในปี 2567
เพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิต วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด และสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคา พร้อมทั้งขยายการส่งออกไปยังตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพ เช่น ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการยังต้องเตรียมรับมือกับมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (NTBs) ที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมงและการทำประมงอย่างยั่งยืน (Sustainable fishing) เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ ESG การปรับใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยก็เป็นสิ่งสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก





