ชำแหละงบปี 70 รายจ่ายประจำพุ่ง 73.6% สวนทางงบลงทุน นักวิชาการเตือนเสี่ยงซ้ำซ้อน ชี้ต้องเร่งปรับโครงสร้างก่อนเจอวิกฤตงบปี 71

ชำแหละงบปี 70 รายจ่ายประจำพุ่ง 73.6% สวนทางงบลงทุน นักวิชาการเตือนเสี่ยงซ้ำซ้อน ชี้ต้องเร่งปรับโครงสร้างก่อนเจอวิกฤตงบปี 71

ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 กำลังเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โครงสร้างการจัดสรรวงเงินรวมเพิ่มขึ้นจากปี 2569 เพียง 0.2% ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลก หนี้ครัวเรือน และความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์

ในขณะที่ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยอาจโตได้เพียงราว 2% โครงสร้างงบประมาณกลับส่งสัญญาณแข็งตัวอย่างน่ากังวล โดยงบรายจ่ายประจำพุ่งสูงถึง 73.6% ของวงเงินทั้งหมด สวนทางกับงบลงทุนที่เหลือสัดส่วนเพียง 20.8%

ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือเกาหลีใต้ ที่เร่งเครื่องในตลาดเกษตรมูลค่าสูง เศรษฐกิจดิจิทัล และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

ผศ.ดร.สุรพิชย์ พรหมสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์และการพัฒนาองค์กร อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มุมมองว่า การที่วงเงินงบประมาณแทบไม่แตกต่างจากเดิมท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้น รัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิดและรูปแบบการทำงานอย่างเร่งด่วน โดยต้องบูรณาการโครงการไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน เนื่องจากโครงการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น เกษตรกร หรือผู้ประกอบการ SME มักกระจายตัวอยู่ในหลายกระทรวงและหลายสิบหน่วยงาน จึงต้องเปลี่ยนจากการทำงานแยกส่วนมาเป็นการต่อยอดและเสริมศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้งบประมาณที่มีจำกัดเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการช่วยลดค่าครองชีพ ไทยช่วยไทย เฟส 2 หรือโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยว รัฐบาลจำเป็นต้องมองข้ามผลลัพธ์ระยะสั้นที่เงินหมุนเวียนเพียงรอบสองรอบแล้วหมดไป โดยต้องสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจแบบทวีคูณ (Multiplier Effect) ควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพร้านค้า เช่น การส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การเรียนรู้พฤติกรรมลูกค้า และการจัดเก็บข้อมูลเพื่อต่อยอดธุรกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การจัดสรรงบประมาณ (Re-allocate) ควรเน้นการสนับสนุนธุรกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ธุรกิจเพื่อสุขภาพ (Wellness) นวัตกรรมใหม่ หรือรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Co-Matching) เพื่อไม่ให้ประเทศเสียโอกาสในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ในส่วนของโครงสร้างงบประมาณบุคลากรและแนวทางการลดขนาดองค์กรภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นแผนระยะยาวปี 2575-2580 หรือมาตรการไม่รับบรรจุทดแทนใน 11 ตำแหน่งเมื่อเกษียณอายุ รวมถึงโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retire) นั้น

ผศ.ดร.สุรพิชย์ เน้นย้ำว่า การลดจำนวนคนเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการปรับปรุงกระบวนการทำงานและลดภาระงานเอกสาร จะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพการบริการประชาชน ภาครัฐจึงต้องดำเนินการควบคู่กับการยกระดับทักษะ (Upskill/Reskill) ปรับบทบาทหน้าที่ (Reposition) และแก้ไขกฎหมายระเบียบ เพื่อเพิ่มผลิตภาพของบุคลากรที่ยังคงปฏิบัติงานอยู่

การจัดสรรงบประมาณปี 2570 จำเป็นต้องได้รับการปรับจูนและทบทวนเป้าหมายอย่างละเอียดตั้งแต่ช่วงต้นปีงบประมาณในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายที่รุนแรงยิ่งขึ้นในงบประมาณปี 2571 ซึ่งมีแนวโน้มที่ต้นทุนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ความสามารถในการสร้างรายได้ของประเทศยังคงเผชิญข้อจำกัดสูง

“คมนาคม–อว.” ผนึกกำลัง 3 หน่วยงาน ส่งเทคโนโลยีไทยลงราง ดันแคมเปญ “Tech to Track” สร้างมูลค่าเศรษฐกิจระบบราง