ส่องเทรนด์ Longevity Economy เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ‘บ้านแบบไหน’ ที่ตอบโจทย์ชีวิตยืนยาว

ส่องเทรนด์ Longevity Economy เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย 'บ้านแบบไหน' ที่ตอบโจทย์ชีวิตยืนยาว

ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Complete Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือกว่า 14 ล้านคน และคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ภายในปี 2574 สิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร แต่คือการกำเนิดของ Longevity Economy หรือเศรษฐกิจอายุวัฒน์ที่มีพลังซื้อจากกลุ่มผู้สูงวัยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ข้อมูลจาก TDRI ระบุว่าในปี 2566 การบริโภคของกลุ่มผู้สูงอายุมีมูลค่าสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาท และมีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้มองหาแค่การมีอายุที่ยืนยาว แต่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพชีวิต” ในทุกมิติ โดยเฉพาะ “ที่อยู่อาศัย” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการสร้างความปลอดภัยและความสุขในระยะยาว

เกษียณแบบมีคุณภาพ: กรุงเทพฯ ยังครองแชมป์ทำเลในฝัน

ผลสำรวจจาก DDproperty พบว่า 88% ของผู้บริโภคเริ่มวางแผนเกษียณแล้ว โดยเป้าหมายอันดับหนึ่งคือ “การมีเงินออมเพียงพอสำหรับดูแลสุขภาพ” ขณะที่ทำเลที่ได้รับความนิยมสูงสุดสำหรับชีวิตหลังเกษียณ ได้แก่

  • กรุงเทพมหานคร (33%): ด้วยความพร้อมด้านระบบสาธารณูปโภคและสถานพยาบาลระดับมาตรฐาน
  • เชียงใหม่ (9%): เมืองแห่งการพักผ่อนที่มีเอกลักษณ์
  • นครราชสีมา (7%): ทำเลยอดนิยมในภาคอีสาน
  • ชลบุรี, นนทบุรี, สมุทรปราการ (6%): ทำเลใกล้กรุงเทพฯ ที่เดินทางสะดวก

ด้านผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ขานรับเทรนด์นี้อย่างคึกคัก โดยในปี 2568 มีโครงการที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุเปิดให้บริการทั่วประเทศรวมกว่า 1,040 โครงการ เพิ่มขึ้น 4.4% สะท้อนถึงการปรับตัวของตลาดเพื่อรองรับดีมานด์ที่เติบโตขึ้น

6 คีย์เวิร์ดเลือกที่อยู่อาศัยในยุค Longevity Economy

การเลือกบ้านหรือคอนโดมิเนียมเพื่อการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนในยุคนี้ ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญดังนี้:

  1. Universal Design (อารยสถาปัตย์): ออกแบบเพื่อคนทุกวัย เน้นความปลอดภัย เช่น พื้นกันลื่น ราวจับ และระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน
  2. เฟอร์นิเจอร์ตามหลักการยศาสตร์ (Ergonomics): เลือกอุปกรณ์ที่สอดคล้องกับสรีระ เช่น เตียงสุขภาพ หรือโซฟาที่ลุกนั่งสบาย เพื่อลดการบาดเจ็บในชีวิตประจำวัน
  3. ใกล้สถานพยาบาลและทางสะดวก: ทำเลที่ใกล้โรงพยาบาลหรือมีบริการทางการแพทย์เสริม (Health Services) ช่วยเพิ่มความอุ่นใจเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  4. ธรรมชาติบำบัด: พื้นที่สีเขียวในโครงการช่วยส่งเสริมสุขภาพจิต ลดความเครียด และเป็นพื้นที่สันทนาการ
  5. Smart Home Technology: ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว กล้องวงจรปิด และลิฟต์บันได เพื่อลดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว
  6. พื้นที่สานสัมพันธ์ (Family Connection): จัดสรรพื้นที่ส่วนกลางในบ้านให้สมาชิกทุกวัยทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อลดความรู้สึกโดดเดี่ยวของผู้สูงอายุ

แท้จริงแล้วเป้าหมายของ Longevity Economy ไม่ใช่เพียงแค่การมีอายุที่ยาวนาน แต่คือการมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพและอิสระ ซึ่งบ้านที่ตอบโจทย์ผู้สูงอายุได้ดี ย่อมหมายถึงบ้านที่มอบความปลอดภัยและความสุขให้กับสมาชิกทุกคนในครอบครัวอย่างยั่งยืน

เซ็นทรัลพัฒนา ทุ่ม 1,200 ล้าน พลิกโฉม ‘เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต’ ในรอบ 30 ปี

Scroll to Top