สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เผย “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง 2568” (10 Technologies to Watch 2025) ชี้เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมธุรกิจและการใช้ชีวิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า โดยมีไฮไลต์น่าสนใจ อาทิ เทคโนโลยีแอนติบอดีจำเพาะแบบคู่ ที่สามารถออกแบบให้มีแขนสองข้างแตกต่างกัน เพื่อดึงเซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายให้เข้าโจมตีเซลล์มะเร็งได้อย่างตรงจุด และ เทคโนโลยีปรับปรุงสายพันธุ์ข้าว ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้สูงถึง 70% ซึ่งมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวในงาน Thailand Tech Show 2025 ว่า สวทช. ได้จัดทำรายงานนี้มาเป็นประจำทุกปี โดยเทคโนโลยีที่ถูกคัดเลือกมาในปีนี้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ เทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม, เทคโนโลยีหุ่นยนต์ AI และการเข้ารหัส, รวมถึงเทคโนโลยีด้านสุขภาพและการต่อสู้กับโรค ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไปจนถึงการดูแลสุขภาพส่วนบุคคล
สรุป 10 เทคโนโลยีพลิกโฉมธุรกิจจาก สวทช.
1. กลุ่มพลังงานและสิ่งแวดล้อม
- ไฮโดรเจนสีฟ้าเทอร์คอยส์ (Turquoise Hydrogen): การผลิตไฮโดรเจนจากก๊าซธรรมชาติโดยใช้พลังงานน้อยกว่าไฮโดรเจนสีเขียว และไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นผลพลอยได้ แต่ให้ผงคาร์บอนที่นำไปใช้ต่อได้แทน ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งกับประเทศไทยที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลักในการผลิตไฟฟ้า
- เหล็กกล้ารักษ์โลก (Green Steel): การผลิตเหล็กแบบใหม่ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมหาศาล จากเดิมที่อุตสาหกรรมเหล็กปล่อยก๊าซมากที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรมหนัก โดยเปลี่ยนมาใช้ไฮโดรเจนสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิต
- เทคโนโลยีพันธุ์ข้าวลดการปล่อยมีเทน (Low Fumarate, High Ethanol or LFHE Eco-friendly Rice): การพัฒนาพันธุ์ข้าวที่รากสามารถผลิตเอทานอลได้มากและฟูมาเรตน้อยลง ส่งผลให้แบคทีเรียที่สร้างก๊าซมีเทนเจริญเติบโตได้ไม่ดีนัก ช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนได้ถึง 70% และสามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ ไม่จำกัดเฉพาะนาชลประทาน
2. กลุ่มหุ่นยนต์, AI และการเข้ารหัส
- หุ่นยนต์ฮิวแมนอยด์ (Humanoid Robot): หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ มีความยืดหยุ่นและอเนกประสงค์ สามารถเดินสองขาและเรียนรู้การทำงานที่ซับซ้อนได้ ซึ่งเริ่มนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึงภารกิจในสภาพแวดล้อมอันตราย
- ปัญญาประดิษฐ์ที่รู้คิดและตัดสินใจได้เอง (Agentic AI): AI ที่สามารถวางแผน, ตัดสินใจ และปรับปรุงการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วยตนเอง ซึ่งกำลังถูกนำไปใช้ในหลายวงการ เช่น การคัดกรองข้อมูลทางการเงิน และการจำลองสถานการณ์เพื่อฝึกสอนครู
- การเข้ารหัสลับหลังยุคควอนตัม (Post-Quantum Cryptography: PQC): การพัฒนาการเข้ารหัสเพื่อปกป้องข้อมูลจากการโจมตีของคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่ทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถถอดรหัสข้อมูลที่เคยปลอดภัยได้ในเวลาอันสั้น
3. กลุ่มสุขภาพและการแพทย์
- อุปกรณ์อัจฉริยะฝังในร่างกาย (Smart Implants): อุปกรณ์ขนาดเล็กที่ฝังในร่างกาย ทำหน้าที่มากกว่าแค่อวัยวะเทียม แต่ยังสามารถตรวจวัดสัญญาณชีพ, ประมวลผล และส่งข้อมูลสุขภาพแบบเรียลไทม์เพื่อการดูแลเฉพาะบุคคล เช่น อุปกรณ์กระตุ้นสมองในผู้ป่วยพาร์กินสัน
- เทคโนโลยีเอพิเจเนติกเพื่อการตรวจประเมินสุขภาพระดับเซลล์ (Epigenetic Technology for Cellular Health Assessment): การศึกษาการทำงานของยีนเพื่อหา “อายุชีวภาพ” ที่แท้จริงของร่างกาย ช่วยให้วางแผนการดูแลสุขภาพได้อย่างเฉพาะเจาะจงและแม่นยำกว่าการดูจากอายุตามปฏิทิน
- เวชสำอางเพื่อสุขภาพและการชะลอวัย (Longevity Cosmeceuticals): ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มุ่งเน้นการแก้ไขกลไกความชราในระดับเซลล์ ไม่ใช่แค่การลดเลือนริ้วรอยภายนอก แต่เป็นการช่วยยืดอายุผิวและกระตุ้นการทำงานของยีนซ่อมแซมผิวอย่างมีนัยสำคัญ
- แอนติบอดีจำเพาะแบบคู่ (Bispecific Antibody): เทคโนโลยีที่ออกแบบแอนติบอดีให้มี “แขนสองข้างที่แตกต่างกัน” เพื่อจับเป้าหมายได้ 2 ชนิดพร้อมกัน เช่น การดึงเซลล์ภูมิคุ้มกันเข้าใกล้เซลล์มะเร็ง ทำให้การกำจัดเซลล์มะเร็งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันเริ่มพัฒนาเป็นยารักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวแล้ว และยังมีความหวังในการรักษาโรคติดเชื้ออย่าง HIV ในอนาคต
ทั้งนี้ สวทช. พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการให้เข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนในเทคโนโลยีที่กำลังจะกลายเป็น “เกมเชนเจอร์” ของประเทศต่อไปในอนาคต
–ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว EcoStruxure Pod Data Center รับมือความท้าทายของ AI ยุคใหม่







