ผลการศึกษาล่าสุดจาก ฟอร์ติเน็ต (Fortinet) ร่วมกับ Forrester Consulting เผยภาพรวมความท้าทายด้านความปลอดภัยไซเบอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทยที่กำลังตกอยู่ในสภาวะ “ตึงตัว” เนื่องจากเทคนิคการโจมตีที่ซับซ้อนและการขยายตัวของภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งพัฒนาไปรวดเร็วจนระบบป้องกันแบบเดิมเริ่มรับมือไม่ไหว
วิกฤตความซับซ้อน: ปัญหาใหญ่ที่บั่นทอนประสิทธิภาพ
ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่กำลังติดหล่มความซับซ้อนภายใน จากสถาปัตยกรรมระบบที่กระจัดกระจายและการใช้เครื่องมือรักษาความปลอดภัยที่แยกส่วนกัน โดยผลสำรวจระบุว่า 65% ขององค์กรกังวลเรื่องภัยคุกคามจาก AI ขณะที่ 57% ประสบปัญหาการแจ้งเตือน (Alert) ที่มากเกินไป จนทำให้นักวิเคราะห์ข้อมูลไม่สามารถคัดกรองภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจริงได้ ทว่ามีเพียง 16% เท่านั้นที่มีความพร้อมด้านไซเบอร์ในระดับสูง
จุดเปลี่ยนสู่แพลตฟอร์มรวมศูนย์ (Cybersecurity Platform)
ความซับซ้อนนี้ไม่ได้เป็นเพียงอุปสรรคในการทำงาน แต่คือ “ช่องโหว่” สำคัญ องค์กรต่างๆ จึงเริ่มปรับกลยุทธ์มุ่งสู่การใช้แพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยแบบรวมศูนย์มากขึ้น โดยคาดว่าสัดส่วนการใช้งานจะพุ่งสูงจาก 31% เป็น 60% ภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อเป้าหมายหลัก 3 ประการ:
- ลดความซับซ้อนของเครื่องมือที่ใช้
- เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็นและเชื่อมโยงข้อมูล (Visibility)
- รองรับการทำงานในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด
AI: ดาบสองคมที่ต้องอาศัยโครงสร้างที่แข็งแกร่ง
แม้ 83% ขององค์กรจะเตรียมเพิ่มงบประมาณด้าน AI เพื่อนำมาช่วยเพิ่มความแม่นยำในการตรวจจับและตอบสนองภัยคุกคาม แต่ความท้าทายคือ “ความไม่พร้อมของข้อมูล” หากโครงสร้างพื้นฐานยังกระจัดกระจาย AI จะไม่สามารถดึงศักยภาพออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ และอาจกลายเป็นตัวเพิ่มความซับซ้อนให้กับระบบแทน
ดร.ศุภกร กังพิศดาร ผู้จัดการประจำประเทศไทยและลาว ของฟอร์ติเน็ต ให้ความเห็นว่า องค์กรต้องการความเร็วจาก AI แต่ส่วนใหญ่ยังขาดโครงสร้างที่ช่วยผสานรวมระบบงาน ฟอร์ติเน็ตจึงมุ่งเน้นการปรับสถาปัตยกรรมให้เรียบง่ายขึ้น ผ่านแพลตฟอร์มที่รวมทั้งระบบอัตโนมัติและระบบอัจฉริยะไว้ในที่เดียว เพื่อสร้างความยืดหยุ่นในการรับมือภัยคุกคามในโลกยุค AI ได้อย่างแท้จริง
–“แม่-ผู้สูงวัย” นำโด่ง! ผลวิจัยชี้ “สัญชาตญาณ-ประสบการณ์” ช่วยปกป้องลูกบนโลกออนไลน์ได้ดีกว่า







