การนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจกำลังสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ เมื่อผลวิจัยล่าสุดจาก แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ระบุว่า 41% ขององค์กรทั่วโลกต้องเพิ่มการลงทุนด้านความปลอดภัยไอที เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากการใช้งาน AI โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) ที่กำลังเผชิญหน้ากับความกังวลรอบด้าน ทั้งช่องโหว่ของระบบ AI ดีฟเฟก (Deepfake) และพฤติกรรมเสี่ยงจากการใช้เครื่องมือภายนอกของพนักงาน
ช่องโหว่ AI ไต่ระดับภัยคุกคามหลักใน APAC
ผลการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างผู้มีอำนาจตัดสินใจและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีกว่า 1,800 คน ใน 18 ประเทศ เผยว่า 13% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจัดให้ช่องโหว่ AI เป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่สำคัญที่สุด โดยเป็นรองเพียงการโจมตีช่องโหว่ซอฟต์แวร์ (20%) และการโจมตีด้วยฟิชชิง (19%)
ระดับความกังวลต่อช่องโหว่ AI มีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยอินเดียมีความกังวลสูงสุดที่ 20% ตามด้วยมาเลเซีย 15% ขณะที่ไทยและเวียดนามอยู่ที่ 13% เท่ากัน ส่วนอินโดนีเซียอยู่ที่ 10% และจีนอยู่ที่ 7%
วิกฤต “Shadow AI” พนักงานแอบใช้เครื่องมือภายนอกไร้การควบคุม
นอกจากภัยคุกคามภายนอก ปัญหาภายในองค์กรอย่าง “Shadow AI” หรือการที่พนักงานนำเครื่องมือ AI ภายนอก เช่น ChatGPT และ DeepSeek มาใช้งานในปริมาณมหาศาลโดยขาดการควบคุม กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ 30% ขององค์กรในภูมิภาคระบุว่าเป็นปัญหาทั่วไป
อินเดีย (36%) และมาเลเซีย (35%) เป็นประเทศที่มีรายงานการใช้ AI ภายนอกของพนักงานสูงที่สุด ตามด้วยเวียดนาม (33%) จีน (31%) อินโดนีเซีย (24%) และไทย (18%) ทั้งนี้ 60% ขององค์กรในภูมิภาคเลือกใช้วิธีอนุญาตให้ใช้งานภายใต้ข้อจำกัด เช่น การห้ามอัปโหลดชื่อบริษัทหรือเอกสารภายใน ควบคู่กับการอบรมพนักงาน ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้แพร่หลายในจีน (62%) อินเดีย มาเลเซีย และเวียดนาม (61% เท่ากัน)
องค์กรเดินหน้าพัฒนา AI ภายในเพื่อความได้เปรียบทางธุรกิจ
แม้จะมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย แต่การเดินหน้าปรับใช้ AI ยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว โดย 85% ขององค์กรใน APAC กำลังอยู่ในขั้นตอนหารือ พัฒนา หรือทดลองใช้เครื่องมือ AI ภายในที่ขับเคลื่อนด้วย Large Language Models (LLM) และมี 10% ที่บูรณาการระบบเข้ากับกระบวนการทำงานเรียบร้อยแล้ว โดยมีเป้าหมายหลักคือการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน การยกระดับการตัดสินใจ และการลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์
วลาดิสลาฟ ทุชคานอฟ ผู้จัดการกลุ่ม ศูนย์วิจัยเทคโนโลยี AI แคสเปอร์สกี้ ระบุว่าความเสี่ยงจากช่องโหว่ AI และ Shadow AI เพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการใช้งาน กลยุทธ์การป้องกันที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการใช้โซลูชันความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบครบวงจร เช่น Kaspersky Next ที่ผสานความสามารถของ AI ขั้นสูง เพื่อลดต้นทุน ป้องกันการละเมิดข้อมูล และเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการความปลอดภัยโดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนบุคลากร
เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ เสริมว่า องค์กรในปัจจุบันได้ก้าวข้ามคำถามว่าควรใช้ AI หรือไม่ ไปสู่การหาแนวทางใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ ธุรกิจที่ผสานกลยุทธ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์เข้ากับแผนพัฒนา AI ตั้งแต่เริ่มต้น จะสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน
ข้อแนะนำการรับมือภัยคุกคาม AI จากแคสเปอร์สกี้
- ใช้โซลูชันแบบครบวงจร: ปรับใช้ Kaspersky Next เพื่อการป้องกันแบบเรียลไทม์ เพิ่มขีดความสามารถของ EDR และ XDR พร้อมใช้ Generative AI ในการแปลงข้อมูลเชิงลึกเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับทีมความปลอดภัย
- เสริมศักยภาพด้วย Threat Intelligence: ติดตั้ง Kaspersky Threat Intelligence รุ่นล่าสุด เพื่อตรวจจับความเสี่ยงเชิงลึกตลอดวงจรการจัดการเหตุการณ์ พร้อมใช้ Machine Learning และ Generative AI ในการจำแนกมัลแวร์และวิเคราะห์ข้อมูลภัยคุกคาม
- ขอรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: ศึกษาการนำคุณสมบัติ AI ขั้นสูงมาปรับใช้ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมเฉพาะขององค์กรผ่าน Kaspersky expert guidance






