รายงานผลสำรวจระดับโลกฉบับล่าสุดจากแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) เผยให้เห็นภาพรวมความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) ที่มีพนักงานไม่เกิน 500 คน ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกรวมถึงประเทศไทย โดยพบว่าผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีและระบบความปลอดภัยไอทีถึง 87% ระบุว่าองค์กรเคยเผชิญกับเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยทางไซเบอร์มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องทั้งในแง่การเงินและการหยุดชะงักของการดำเนินงาน
ผลสำรวจชี้ว่า รูปแบบการโจมตีที่ก่อให้เกิดความเสียหายหนักหน่วงที่สุดต่อธุรกิจ SMB ได้แก่ การถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า (25%) รองลงมาคือระบบบริการที่เชื่อมต่อกับลูกค้าเกิดการหยุดชะงักชั่วคราว เช่น หน้าเว็บไซต์และร้านค้าออนไลน์ (23%) และการขโมยข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน (23%) ขณะที่ภัยคุกคามที่เป็นต้นเหตุความเสียหายสูงสุดคือการเจาะช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ (10%) การโจมตีด้วยมัลแวร์จำนวนมาก (7%) และการเข้าถึงระบบจากระยะไกลจากภายนอก (7%)
ความเสียหายที่ไม่อาจกู้คืนได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงขององค์กร โดยพบว่าธุรกิจ 21% ต้องแบกรับความสูญเสียทางการเงินโดยตรง และอีก 21% เผชิญกับการสูญเสียข้อมูลสำคัญอย่างถาวร นอกจากนี้ยังมีธุรกิจ 13% ที่ระบุว่าทรัพย์สินของบริษัทได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมหรือแก้ไขได้ ตอกย้ำว่าเหตุภัยคุกคามทางไซเบอร์สามารถส่งผลกระทบทำลายล้างต่อความมั่นคงในระยะยาวของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก
สำหรับเป้าหมายหลักในการโจมตี ผู้ก่อภัยคุกคามมุ่งเป้าไปที่การจารกรรมข้อมูลเพื่อนำไปหาประโยชน์ทางการเงินหรือขยายผลการโจมตีต่อ โดย 34% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าเป้าหมายอันดับหนึ่งคือข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า รองลงมาคือข้อมูลภายในองค์กรที่มีความละเอียดอ่อน เช่น เอกสารทางกฎหมายและข้อมูลทางการเงิน (31%) ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงาน (27%) และการตัดการเชื่อมต่อไปยังระบบออนไลน์เพื่อไม่ให้ลูกค้าหรือทีมงานเข้าถึงได้ (23%)
ในแง่ของหน่วยงานที่ตกเป็นเป้าหมายมากที่สุด ข้อมูลจากการวิจัยพบว่า อาชญากรไซเบอร์พุ่งเป้าไปที่แผนกรักษาความปลอดภัยไอทีสูงถึง 52% และแผนกไอที 51% ซึ่งเป็นด่านหน้าในการปกป้องข้อมูล ขณะที่แผนกบริการลูกค้าตกเป็นเป้าหมาย 22% และแผนกบัญชีกับการเงิน 20%
จากผลกระทบที่เกิดขึ้น องค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจึงปรับตัวด้วยการยกระดับมาตรการป้องกันเชิงรุก โดยมาตรการหลักที่ถูกนำมาใช้มากที่สุด ได้แก่ การติดตั้งระบบตรวจสอบความปลอดภัยไอที (24%) การคุมเข้มระบบความปลอดภัยบนคลาวด์ (24%) และการเพิ่มเงื่อนไขการปฏิบัติตามข้อกำหนดความปลอดภัยของคู่ค้าภายนอก (24%) ควบคู่ไปกับการฝึกอบรมทักษะเชิงลึกแก่พนักงานไอที (22%) การติดตั้งระบบป้องกันบนอุปกรณ์ของพนักงานทุกคน (22%) การปรับปรุงนโยบายรหัสผ่าน (22%) และการใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย หรือ MFA (22%)
อิลยา มาร์เคลอฟ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์มแบบครบวงจรของแคสเปอร์สกี้ ชี้ว่าเหตุการณ์ทางไซเบอร์มักสร้างความเสียหายต่อ SMB รุนแรงกว่าองค์กรใหญ่ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร ซึ่งบางครั้งอาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้ธุรกิจไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ การเลือกใช้โซลูชันที่ปรับขนาดได้และออกแบบมาเพื่อธุรกิจที่กำลังเติบโตจึงเป็นทางออกที่สำคัญในการรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ
ขณะที่ เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ ระบุเพิ่มเติมว่า ภัยคุกคามในปัจจุบันมีความซับซ้อนและมีกลยุทธ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ช่องโหว่ซอฟต์แวร์ การฟิชชิ่ง ไปจนถึงมัลแวร์ การโจมตีเพียงครั้งเดียวสามารถสั่นคลอนความเชื่อมั่นของลูกค้าและกระทบระบบงานทั้งหมด ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายไอทีเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่ต้องอาศัยสุขอนามัยทางไซเบอร์และความตระหนักรู้ที่สอดแทรกอยู่ในวัฒนธรรมการทำงานของทุกฝ่ายในองค์กร
ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าวเป็นการศึกษาโดยศูนย์วิจัยภายในของแคสเปอร์สกี้ ซึ่งเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถาม 1,800 คน ใน 18 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างจากภาคธุรกิจ SMB จำนวน 616 คน






