ผลสำรวจระดับโลกจากศูนย์วิจัยภายในของแคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ผู้ให้บริการด้านความปลอดภัยไซเบอร์และความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัล ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงสำคัญของทิศทางภัยคุกคาม เมื่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMB) ที่มีพนักงานน้อยกว่า 500 คน ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เผชิญกับเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์สูงถึง 87% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยมีเพียง 13% เท่านั้นที่รอดพ้นจากการตกเป็นเป้าหมาย ตอกย้ำว่าภาพจำเดิมที่มองว่าธุรกิจขนาดเล็กมีความเสี่ยงต่ำนั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไป
รายงานจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไอที 1,800 คน ใน 18 ประเทศทั่วโลก ระบุว่า เวียดนามเป็นประเทศที่พบเหตุการณ์โจมตีไซเบอร์ในกลุ่ม SMB สูงสุดในภูมิภาคที่ 97% ตามด้วยมาเลเซีย 95% อินโดนีเซีย 92% และอินเดีย 87% ขณะที่ประเทศไทยมีสถิติการถูกโจมตีอยู่ที่ 82% และจีนอยู่ที่ 67% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค
การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลควบคู่กับต้นทุนในการก่อเหตุที่ลดลง ส่งผลให้อาชญากรไซเบอร์หันมามุ่งเป้าที่ธุรกิจขนาดเล็กมากขึ้น โดยนำเทคนิคและกลยุทธ์ระดับองค์กรใหญ่มาปรับใช้ จากสถิติพบว่าองค์กรในเอเชียแปซิฟิกต้องรับมือกับรูปแบบการโจมตีที่แตกต่างกันเฉลี่ย 3 รูปแบบต่อปี สำหรับกลุ่ม SMB ประเภทภัยคุกคามที่พบบ่อยที่สุด ได้แก่ การเจาะผ่านช่องโหว่ของซอฟต์แวร์ 20% การโจมตีแบบฟิชชิง 19% มัลแวร์ในวงกว้าง 18% และการโจมตีแบบซีโร่เดย์ (Zero-day) 6%
เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยที่ทำให้การโจมตีสำเร็จ ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า 2 อันดับแรกเกิดจากปัจจัยด้านบุคลากร ได้แก่ การขาดความตระหนักรู้ด้านความปลอดภัยของพนักงานทั่วไป 26% และการขาดแคลนบุคลากรไอทีที่มีความเชี่ยวชาญ 24% ตามมาด้วยการใช้อุปกรณ์หรือโปรแกรมที่ล้าสมัย 23% การขาดการประเมินความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ 22% และการขาดแคลนเครื่องมือความปลอดภัยที่จำเป็น 22%
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว 75% ขององค์กรในภูมิภาคมีแผนยกระดับขีดความสามารถด้านไอที ขณะที่ 78% ของ SMB ได้เพิ่มงบประมาณความปลอดภัยไซเบอร์แล้ว โดย 48% จัดสรรงบไปกับการขยายทีมไอที และ 32% ลงทุนปรับไปใช้ระบบป้องกันขั้นสูงอย่าง XDR, NDR หรือ SIEM
อิลยา มาร์เคลอฟ หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์แพลตฟอร์มแบบครบวงจรของแคสเปอร์สกี้ ระบุว่า ระบบป้องกันที่กระจัดกระจายไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน ทว่าธุรกิจที่กำลังเติบโตมักติดข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร แนวทางรับมือของเทคโนโลยีปัจจุบันจึงต้องเน้นที่การลดความซับซ้อน ใช้งานและบริหารจัดการง่าย ขยายขีดความสามารถไปพร้อมกับธุรกิจได้โดยไม่ต้องลงทุนเกินจำเป็น
สอดคล้องกับ เอเดรียน เฮีย กรรมการผู้จัดการ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แคสเปอร์สกี้ ที่เน้นย้ำว่า SMB ไม่ใช่เหยื่อทางอ้อมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเป้าหมายหลักของผู้โจมตีที่ใช้เทคนิคระดับองค์กร การตั้งรับจึงต้องเน้นการปกป้องระบบสำคัญ ยกระดับความรู้พนักงาน และใช้ระบบความปลอดภัยที่มีการจัดการซึ่งปรับขนาดตามการเติบโตได้
ด้าน แม็กซิมิเลียโน ออลโล ผู้อำนวยการ Custom IT เสริมว่า การนำ AI มาใช้ของฝั่งแฮกเกอร์ทำให้ภัยคุกคามขยายตัวและมีความซับซ้อนสูงขึ้น โดยเฉพาะการเจาะข้อมูลล็อกอินเพื่อเข้าควบคุมระบบหรือโจรกรรมข้อมูล การเสริมภูมิคุ้มกันให้พนักงานทั่วไปจึงเป็นด่านสำคัญที่สุด
แคสเปอร์สกี้ได้สรุปแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันความเสี่ยงสำหรับธุรกิจ SMB ไว้ 3 ด้านหลัก:
- วางกระบวนการภายในที่รัดกุม กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงทรัพยากรและระบบคลาวด์อย่างเข้มงวด เพิกถอนสิทธิ์ทันทีเมื่อพนักงานลาออก ตั้งระบบสำรองข้อมูลอัตโนมัติเพื่อป้องกันผลกระทบจากแรนซัมแวร์ และกำหนดระเบียบด้านสุขอนามัยไซเบอร์ เช่น การท่องเว็บ การจัดการรหัสผ่าน และการตรวจอนุมัติซอฟต์แวร์ใหม่ก่อนใช้งาน
- ยกระดับการฝึกอบรมบุคลากร จัดคอร์สฝึกอบรมให้พนักงานรู้เท่าทันภัยฟิชชิง การปลอมแปลงด้วยเทคโนโลยี Deepfake และกลโกงทางเสียง (Vishing) อย่างต่อเนื่องผ่านเครื่องมือจำลองสถานการณ์ เช่น แพลตฟอร์ม Kaspersky Automated Security Awareness Platform เพื่อสร้างพฤติกรรมความปลอดภัยที่ใช้งานได้จริง
- เลือกใช้โซลูชันที่ตรงกับขนาดองค์กร สำหรับธุรกิจขนาดเล็กไม่เกิน 50 คน แนะนำ Kaspersky Small Office Security Premium ที่มีฟังก์ชันสำรองข้อมูล จัดการพาสเวิร์ด และป้องกันแรนซัมแวร์ในตัว องค์กรที่มีทีมไอทีสามารถขยับไปใช้ Kaspersky Next Optimum หรือ Kaspersky Next MXDR Optimum ที่ผนวกเทคโนโลยี EDR และ XDR พร้อมบริการเฝ้าระวังและวิเคราะห์เหตุการณ์โดยผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงติดตั้ง Kaspersky Security for Mail Server เพื่อดักจับมัลแวร์และอีเมลหลอกลวงตั้งแต่ระดับเกตเวย์







