เน็ตแอพ (NetApp) บริษัทชั้นนำด้าน Intelligent Data Infrastructure ได้ประกาศเปิดตัวโซลูชันใหม่ล่าสุดจากงานประชุมประจำปี “Insight 2025” ซึ่งเพิ่งจบไปเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการจัดการข้อมูลยุคใหม่ที่ซับซ้อน พร้อมตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรธุรกิจในประเทศไทย โดยเฉพาะด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security)
อรรณพ วาดิถี ผู้จัดการเน็ตแอพ ประจำประเทศไทย เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของบริษัทคือการทำงานกับ ‘ข้อมูล’ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร โดยนำเสนอบริการที่ช่วยในการจัดการ จัดเก็บ และขยายข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และทันเวลา
3 จุดเด่นที่ทำให้ NetApp แตกต่าง
NetApp วางตำแหน่งตัวเองเป็นผู้ให้บริการ Intelligent Data Infrastructure ที่โดดเด่นใน 3 ด้านหลัก:
- Unified Data Management: เป็นผู้จำหน่ายรายแรกๆ ที่รวบรวมข้อมูลประเภทต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น File, Block, หรือ Object ให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการข้อมูลทั้งหมดได้จากศูนย์กลาง โดยไม่ต้องแยกส่วนการจัดการ (Silo)
- Cloud Integration: มีความสามารถในการเชื่อมโยงและจัดการภาระงาน (Workload) ระหว่าง Private Cloud และ Public Cloud ได้อย่างราบรื่น ทำให้การเคลื่อนย้ายข้อมูลข้ามคลาวด์เป็นเรื่องง่าย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายและมีความซับซ้อนสำหรับหลายองค์กร
- Built-in Security: แม้ไม่ใช่บริษัทด้านความปลอดภัยโดยตรง แต่ NetApp สร้างนวัตกรรมในการจัดเก็บข้อมูลที่ให้ความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย โดยแพลตฟอร์มของ NetApp ได้รับการรับรองจาก NSA (National Security Agency) ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากถูกใช้จัดเก็บข้อมูลระดับ Top Secret
นวัตกรรม AI และ Cyber Security รับยุคข้อมูล
NetApp ได้เปิดตัว 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่ถือเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” และมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับแนวโน้มการลงทุนของไทยในปัจจุบัน:
1. Portfolio สำหรับ Enterprise AI
เพื่อตอบสนองความต้องการด้าน AI ที่ต้องใช้ประสิทธิภาพและความจุข้อมูลมหาศาล NetApp ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ 2 ตัว:
- AFX Systems : โซลูชันระดับองค์กร (Enterprise Grade) ที่มาพร้อมสถาปัตยกรรมแบบ Disaggregated Storage ซึ่งช่วย แยกส่วน (Decoupling) ระหว่างประสิทธิภาพ (Performance) และความจุ (Capacity) ออกจากกัน ทำให้ลูกค้าสามารถเพิ่มความจุได้ถึงระดับ Exabyte โดยไม่ลดทอนความเร็ว หรือต้องการประสิทธิภาพสูงก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องเพิ่มความจุที่ไม่จำเป็น ช่วยแก้ไขปัญหาเดิมที่ต้องแลกเปลี่ยนกันระหว่างความเร็วและความจุ
- AI Data Engine: บริการ Data Service ที่เข้ามาแก้ปัญหาความท้าทายหลักของโครงการ AI ซึ่งมักล้มเหลวจากการจัดการข้อมูลที่ไม่พร้อม โดย AI Data Engine ช่วยในการรวบรวมข้อมูล (Collect), ตรวจสอบความถูกต้อง (Curator), และทำความสะอาดข้อมูล (Clean) ที่กระจัดกระจายอยู่ตามแหล่งต่างๆ และใน Multi-hybrid Cloud เพื่อให้พร้อมป้อนเข้าสู่ AI Engine หรือ Algorithm อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องทำสำเนา (Copy) ข้อมูลซ้ำ ๆ หลายชุด ซึ่งช่วยลดความซับซ้อนและเวลาในการเตรียมข้อมูล

2. Ransomware Resiliency
NetApp มุ่งมั่นสร้างฟังก์ชันด้านความปลอดภัยในตัว Storage ให้เป็น “The First Line” ในการป้องกันภัยคุกคาม โดยเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่เพื่อเสริมความสามารถด้านการป้องกันและกู้คืนข้อมูล:
- Data Breach Detection: เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมที่เปิดตัวฟีเจอร์นี้ เพื่อ ตรวจจับการละเมิดข้อมูล ในลักษณะ Real-time หากมีผู้ใช้ (User) เข้ามาอ่านข้อมูลในปริมาณมากผิดปกติในช่วงเวลาสั้นๆ ระบบจะทำการแจ้งเตือนไปยังระบบ SIEM/SOC ของลูกค้าทันที
- Isolated Recovery Environment: เป็นแนวทางในการกู้คืนข้อมูลภายในเวลาอันรวดเร็วในระดับนาที หากถูกโจมตีด้วย Ransomware โดยใช้เทคนิค Snapshot ซึ่งเป็นการแยกชุดข้อมูลที่ปลอดภัย (Isolated) ออกจากข้อมูลที่ถูกโจมตี ทำให้องค์กรสามารถกู้คืนระบบได้อย่างรวดเร็ว
ทิศทางการลงทุนของไทย และการเติบโตของ NetApp
อรรณพ กล่าวถึงภาพรวมในประเทศไทยว่า การลงทุนด้าน AI จะมีมูลค่ามหาศาลในช่วง 2 ปีข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลก โดยประเด็นหลักที่องค์กรในไทยให้ความสำคัญคือ AI และ Security
อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการเติบโตและลงทุนสูง ได้แก่ สถาบันการเงินและธนาคาร และ ภาครัฐ เนื่องจากมีฐานข้อมูลลูกค้า/ประชากรจำนวนมากที่ต้องนำมาใช้ในการวิเคราะห์ ส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ เช่น Healthcare และ Manufacturing ก็ยังคงมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มที่ได้รับผลดีจากเศรษฐกิจโลกอย่างกลุ่ม Semiconductor
สำหรับ NetApp ประเทศไทย ยังคงเน้นการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่าจะสามารถรักษาการเติบโตได้ในปีหน้า โดยมุ่งเน้นการทำงานร่วมกับคู่ค้าและนำเสนอโซลูชันที่ทันสมัยให้กับกลุ่มลูกค้าเดิม และขยายฐานลูกค้าใหม่มากขึ้น







