ในงาน CES 2026 ที่ผ่านมา ซีเมนส์ (Siemens) ได้ประกาศยุทธศาสตร์ “AI-native” ผสานความร่วมมือยักษ์ใหญ่ เอ็นวิเดีย (NVIDIA) พัฒนาระบบปฏิบัติการ AI สำหรับอุตสาหกรรม เตรียมประเดิมใช้จริงที่โรงงานในเยอรมนี พร้อมเปิดตัว Digital Twin Composer ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตพุ่ง 20% ไฮไลต์สำคัญคือการขยายความร่วมมือกับ NVIDIA เพื่อสร้าง Industrial AI Operating System ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่จะเข้ามาปฏิวัติวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ทั้งหมด
เป้าหมายสำคัญในครั้งนี้ คือการสร้างไซต์การผลิตที่สามารถปรับเปลี่ยนการทำงานได้เอง (Self-optimizing) แห่งแรกของโลก ณ โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ของซีเมนส์ เมืองแอร์ลังเงิน ประเทศเยอรมนี ภายในปี 2569 นี้
นอกจากนี้ ซีเมนส์ยังเตรียมผนวก NVIDIA NIM และโมเดล AI แบบเปิดอย่าง NVIDIA Nemotron เข้ากับซอฟต์แวร์ EDA เพื่อพัฒนากระบวนการ Generative AI และ Agentic AI สำหรับการออกแบบเซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจร (PCB) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีนัยสำคัญ
เปิดตัว Digital Twin Composer เชื่อมโลกเสมือนสู่การตัดสินใจเรียลไทม์
ซีเมนส์เปิดตัว Digital Twin Composer เทคโนโลยีที่ทำงานร่วมกับไลบรารี NVIDIA Omniverse ช่วยให้องค์กรสร้างโมเดล 3 มิติเสมือนจริงที่แม่นยำระดับฟิสิกส์ โดยสามารถจำลองเหตุการณ์ย้อนหลังหรือคาดการณ์อนาคตเพื่อประเมินผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ
กรณีศึกษาความสำเร็จกับ PepsiCo:
- ใช้ Digital Twin จำลองสายการผลิตและคลังสินค้าในสหรัฐฯ
- ระบุปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ล่วงหน้าถึง 90% ก่อนปรับปรุงพื้นที่จริง
- เพิ่มปริมาณการผลิตได้ถึง 20% ตั้งแต่เริ่มใช้งาน
- ลดรายจ่ายด้านการลงทุน (CAPEX) ได้ 10-15%
รุกหนัก Industrial Copilot 9 รายการ เสริมแกร่งทุกสายงาน
ซีเมนส์ร่วมกับ ไมโครซอฟท์ (Microsoft) พัฒนา Industrial Copilot รุ่นใหม่รวม 9 รายการ เพื่อใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์หลักอย่าง Teamcenter, Polarion และ Opcenter โดยมุ่งเน้นการจัดการข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้คล่องตัว ลดข้อผิดพลาด และจัดการด้านกฎระเบียบแบบอัตโนมัติ เพื่อให้บริษัททุกขนาดสามารถเข้าถึง AI อุตสาหกรรมได้ผ่าน Siemens Xcelerator Marketplace
นวัตกรรมเพื่อชีวิตและพลังงานสะอาด
นอกจากการผลิตแล้ว ซีเมนส์ยังนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์ผ่านแพลตฟอร์ม Luma ที่ช่วยเร่งการค้นคว้ายาให้เร็วขึ้น 50% และสนับสนุน Commonwealth Fusion Systems (CFS) ในการออกแบบเครื่องปฏิกรณ์ฟิวชั่นเพื่อพลังงานสะอาดที่ไร้ขีดจำกัด
รวมถึงการเปิดตัวโซลูชันร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ Meta Ray-Ban AI เพื่อให้พนักงานในสายการผลิตได้รับคำแนะนำผ่านเสียงแบบเรียลไทม์ (Hands-free) เพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า







