เคเบิลใต้น้ำขาด เน็ตไทยจะดับไหม? เจาะลึกแผนรับมือวิกฤตโครงข่ายโลกที่ผู้ใช้งานอาจไม่เคยรู้

เคเบิลใต้น้ำขาด เน็ตไทยจะดับไหม? เจาะลึกแผนรับมือวิกฤตโครงข่ายโลกที่ผู้ใช้งานอาจไม่เคยรู้

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงความมั่นคงของ “สายเคเบิลใต้น้ำ” ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของอินเทอร์เน็ตโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบสำคัญที่อาจกลายเป็นเป้าหมายในการตัดขาดการสื่อสาร คำถามสำคัญคือ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นจริงๆ อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยจะ “ดับ” หรือไม่?

เปิดโครงข่ายอินเทอร์เน็ตไทย: ทางบกหลัก ทางน้ำรอง

จากการรวบรวมข้อมูลสถิติล่าสุด พบว่าโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตของไทยมีความแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยสัดส่วนการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตออกสู่ต่างประเทศของไทยแบ่งเป็น:

  • 70% เชื่อมต่อทางบก (Terrestrial): วิ่งผ่านประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเพื่อไปเชื่อมต่อที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง (Hub) ข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย
  • 30% เชื่อมต่อทางใต้น้ำ (Submarine): กระจายออกไปทั้งฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดียเพื่อไปยังยุโรปและอเมริกา

นอกจากนี้ ทราฟฟิกส่วนใหญ่ของคนไทยกว่า 90% วิ่งไปที่สิงคโปร์และฮ่องกงเพื่อดึงข้อมูลจากแพลตฟอร์มยอดนิยม ในขณะที่มีทราฟฟิกวิ่งตรงไปยังยุโรปจริงๆ เพียงไม่ถึง 5% เท่านั้น

“ทะเลแดง” จุดยุทธศาสตร์ที่น่ากังวลกว่าช่องแคบฮอร์มุซ

แม้ข่าวลือมักพุ่งเป้าไปที่ช่องแคบฮอร์มุซ แต่ในเชิงเทคนิคโทรคมนาคม จุดที่น่ากังวลที่สุดคือ “ช่องแคบแบ็บเอลมันเดบ” (Bab-el-Mandeb) บริเวณเยเมน ซึ่งเป็นทางเข้าสู่ทะเลแดง (Red Sea) จุดนี้มีความกว้างเพียง 32 กิโลเมตร แต่มีสายเคเบิลใต้น้ำกระจุกตัวอยู่ถึง 16 เส้น และเป็นเส้นทางหลักที่ส่งข้อมูลจากเอเชียไปยุโรปถึง 90%

หากเกิดการชำรุดเสียหายในจุดนี้ ปัญหาที่ใหญ่กว่าความเสียหายเชิงเทคนิคคือ “การซ่อมแซม” เนื่องจากเป็นพื้นที่ขัดแย้ง การขออนุญาตน่านน้ำทำได้ยากลำบาก ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ที่ต้องใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง 5 เดือนกว่าจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติ

เคเบิลใต้น้ำขาด เน็ตไทยจะดับไหม? เจาะลึกแผนรับมือวิกฤตโครงข่ายโลกที่ผู้ใช้งานอาจไม่เคยรู้

ทำไมเน็ตไม่ดับ? เผยกลไกสำรองและเทคโนโลยี CDN

เหตุผลที่ผู้ใช้งานทั่วไปแทบไม่รู้สึกเมื่อสายเคเบิลใต้น้ำขาด มาจาก 2 ปัจจัยหลัก:

  1. Redundancy (เส้นทางสำรอง): ผู้ให้บริการโครงข่าย (Network Provider) มีการวางระบบสำรองไว้เสมอ หากเส้นทางหลักในทะเลแดงขาด ระบบจะทำการ “Reroute” หรือเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลโดยอัตโนมัติ เช่น วิ่งอ้อมทวีปแอฟริกา หรือวิ่งผ่านโครงข่ายทางบกผ่านจีนและรัสเซียแทน แม้ระยะทางจะไกลขึ้นแต่เน็ตจะไม่ตัดขาด
  2. CDN (Content Delivery Network): แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook, YouTube, Netflix หรือ TikTok ใช้วิธีการ “Copy” เนื้อหามาวางไว้บน Server ที่อยู่ในสิงคโปร์หรือในประเทศไทยเอง ดังนั้นเมื่อเราเรียกใช้งาน ข้อมูลจะถูกดึงจากแหล่งที่ใกล้ที่สุดโดยไม่ต้องวิ่งไปถึงยุโรปหรืออเมริกา

ใครที่ได้รับผลกระทบ?

แม้เน็ตไม่ดับ แต่ความหน่วง (Latency) จะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากเส้นทางหลักขาดข้อมูลต้องวิ่งอ้อมโลก ความหน่วงอาจเพิ่มขึ้นจาก 160ms เป็น 300ms ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มผู้ใช้งานเฉพาะทาง เช่น:

  • Gamers: ที่เล่นเกมบน Server ยุโรปจะเกิดอาการ “แล็ก” (Lag) อย่างเห็นได้ชัด
  • High-Frequency Traders: กลุ่มนักลงทุนหรือสายเทรดหุ้นที่ต้องการความเร็วระดับมิลลิวินาที

สรุปได้ว่า วิกฤตเคเบิลใต้น้ำอาจสร้างความหนักใจให้ผู้ให้บริการในแง่ของการจัดการทราฟฟิกและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่สำหรับประชาชนทั่วไป อินเทอร์เน็ตจะยังคงใช้งานได้ต่อเนื่องภายใต้ระบบสำรองที่วางไว้อย่างรัดกุม

ข้อมูลเพิ่มเติม ฟังได้จาก LIVE

นิยามใหม่ของโทรคมนาคม 2026: จากแชทบอทสู่ Agentic AI และโครงข่ายที่ ‘คิด’ เองได้

Scroll to Top