อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของบริษัท Tesla ได้ประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญ โดยระบุว่า บริษัทอาจต้องดำเนินการสร้างโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ขนาด “ยักษ์” หรือ “gigantic” เพื่อรองรับความทะเยอทะยานด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) และวิทยาการหุ่นยนต์ (Robotics) ของบริษัทในอนาคต
ถ้อยแถลงดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปีของ Tesla เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยนายมัสก์ได้เปิดเผยถึงความกังวลว่า “หนึ่งในสิ่งที่ผมพยายามคิดหาคำตอบคือ—เราจะผลิตชิปให้เพียงพอได้อย่างไร?”
ปัจจุบัน Tesla พึ่งพาผู้ผลิตชิปรายใหญ่อย่าง Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) และ Samsung Electronics ในการผลิตชิปที่บริษัทออกแบบเอง ขณะเดียวกันก็กำลังพิจารณาที่จะทำงานร่วมกับ Intel อย่างไรก็ตาม มัสก์กล่าวว่า “แม้เราจะคาดการณ์สถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับการผลิตชิปจากซัพพลายเออร์ของเรา มันก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี”
มัสก์ ได้ให้นิยามของโรงงานผลิตชิปยักษ์ใหญ่ที่ Tesla ต้องการสร้างว่าคือ “Tesla terra fab” พร้อมให้เหตุผลว่า “ผมมองไม่เห็นทางอื่นที่จะทำให้ได้ปริมาณชิปที่เราต้องการ” ชิปไมโครชิปเปรียบเสมือนสมองที่ขับเคลื่อนเทคโนโลยีสมัยใหม่เกือบทั้งหมด ตั้งแต่สมาร์ทโฟน รถยนต์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ ซึ่งความต้องการชิปได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมากท่ามกลางกระแสความเฟื่องฟูของ AI
ตามข้อมูลของ อีลอน มัสก์ โรงงานผลิตชิปในศักยภาพเริ่มต้นของ Tesla จะมีความสามารถในการผลิตเริ่มต้นที่ 100,000 แผ่นเวเฟอร์ต่อเดือน (wafer starts per month) และมีเป้าหมายที่จะขยายขนาดไปสู่ 1 ล้านแผ่นเวเฟอร์ต่อเดือน ซึ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ตัวเลขนี้คือมาตรวัดจำนวนชิปใหม่ที่โรงงานสามารถผลิตได้ในแต่ละเดือน โดยเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลกอย่าง TSMC ที่มีกำลังการผลิตเวเฟอร์รวมทั้งปีอยู่ที่ 17 ล้านแผ่นในปี 2024 หรือคิดเป็นประมาณ 1.42 ล้านแผ่นเวเฟอร์ต่อเดือน
คำกล่าวของ อีลอน มัสก์ เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของ Tesla สู่การเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม AI และ Robotics ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ CEO ผู้นี้มองว่าเป็นอนาคตของเศรษฐกิจโลก
“ด้วย AI และ Robotics คุณสามารถเพิ่มขนาดของเศรษฐกิจโลกได้ถึง 10 เท่า หรืออาจจะ 100 เท่า มันไม่มีขีดจำกัดที่ชัดเจน” มัสก์ กล่าวสรุปในการประชุมผู้ถือหุ้น
ที่มา cnbc







