Booking.com ยกระดับ “สมรสเท่าเทียม” ผนึกกำลังเอกชน ชูไทยจุดหมายปลายทางเพื่อนักเดินทางทุกคนอย่างแท้จริง

Booking.com ยกระดับ "สมรสเท่าเทียม" ผนึกกำลังเอกชน ชูไทยจุดหมายปลายทางเพื่อนักเดินทางทุกคนอย่างแท้จริง

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการเป็นจุดหมายปลายทางที่เปิดกว้างและเป็นมิตรกับนักเดินทางทุกกลุ่มอย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) หลังจากการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการส่งเสริมความเท่าเทียมและการยอมรับ

Booking.com ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้และได้ริเริ่มโครงการ “Travel Proud” มาตั้งแต่ปี 2564 โดยร่วมมือกับ HospitableMe จัดอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการที่พักคู่ค้าโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอุปสรรคที่นักเดินทาง LGBTQ+ อาจต้องเผชิญ พร้อมมอบทักษะและเทคนิคในการให้บริการที่ครอบคลุมและใส่ใจความหลากหลาย

ที่พักคู่ค้าที่ผ่านการอบรมจะได้รับการรับรอง “Proud Certified” บนหน้าข้อมูลที่พัก เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์การเดินทางที่อบอุ่นและต้อนรับนักเดินทางทุกคนอย่างเท่าเทียม ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใคร รักใคร หรือมีอัตลักษณ์ทางเพศแบบใดก็ตาม

Booking.com ยกระดับ "สมรสเท่าเทียม" ผนึกกำลังเอกชน ชูไทยจุดหมายปลายทางเพื่อนักเดินทางทุกคนอย่างแท้จริง

มิเชล เกา ผู้จัดการประจำภูมิภาคประจำกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขงและจีนของ Booking.com กล่าวว่า “เราต้องการเปิดประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวทุกคน โดยเฉพาะกลุ่ม LGBTQ+ ที่จากการสำรวจพบว่ายังคงเผชิญกับประสบการณ์ที่ไม่ราบรื่นนักในการเดินทาง การมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมในประเทศไทยถือเป็นก้าวสำคัญที่สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ว่าประเทศไทยเปิดกว้างและยินดีต้อนรับทุกคนอย่างเท่าเทียม”

ออลลี่ แอนเซลล์ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์การตลาดเชิงพาณิชย์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ที่ Accor กล่าวเสริมว่า “กฎหมายสมรสเท่าเทียมเป็นเหมือนจิ๊กซอว์ที่เข้ามาเติมเต็ม ทำให้นักท่องเที่ยว LGBTQ+ รู้สึกปลอดภัยและได้รับการยอมรับมากขึ้นในการมาเยือนประเทศไทย ภาคธุรกิจโรงแรมเองก็สามารถจัดกิจกรรมและเฉลิมฉลองให้กับลูกค้ากลุ่มนี้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้เกิดความหลากหลายและความคึกคักทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น”

ด้าน อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี (พอร์ช) และ สัพพัญญู ปนาทกูล อภิวัฒน์เสรี (อาม) คู่แต่งงาน LGBTQ+ ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์และนักเดินทาง ได้สะท้อนประสบการณ์ว่า “การที่ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับ ทำให้เรารู้สึกว่าความรักมีความเท่าเทียมกัน เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างปลอดภัยและภาคภูมิใจ เวลาเราเดินทางไปพักผ่อน เราแค่อยากได้รับการบริการเหมือนกับทุกคน โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะตัดสินเราอย่างไร”

มิเชล เกา ย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่เปิดกว้างและเป็นมิตรกับทุกคน โดยโปรแกรม Travel Proud ที่เริ่มดำเนินการในประเทศไทยเมื่อปี 2567 ได้รับการตอบรับที่ดีและจะมีการขยายความร่วมมือกับที่พักในไทยมากยิ่งขึ้นในปีนี้

ออลลี่ แอนเซลล์ กล่าวถึงมาตรการของ Accor ในการดูแลลูกค้าทุกกลุ่ม โดยยึดมั่นในหลักการไม่ทนต่อการเลือกปฏิบัติหรือการใช้ภาษาที่สร้างความเกลียดชัง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงการอบรมพนักงานให้ให้บริการด้วยใจและเข้าใจความหลากหลายของลูกค้า

แม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทยที่อาจสูงขึ้น แต่ Booking.com ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในการสร้างผลบวกต่อเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะเดินหน้าส่งเสริมและสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาสัมผัสเสน่ห์ของประเทศไทยต่อไป

ทั้งนี้ การผนึกกำลังของภาครัฐ ภาคเอกชน และการมีกฎหมายที่ส่งเสริมความเท่าเทียม จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ต้อนรับและโอบรับนักเดินทางทุกคนอย่างแท้จริง สร้างความเชื่อมั่นและความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

*ปัจจุบัน มีที่พักที่ได้รับการรับรอง Travel Proud มากกว่า 99,000 แห่งทั่วโลก และในประเทศไทยมีจำนวนถึง 1,800 แห่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการก้าวสู่มาตรฐานสากลด้านการบริการที่ครอบคลุมทุกความหลากหลาย

ททท. จับมือ มิชลิน ไกด์ ยกระดับอาหารไทยสู่เวทีโลก ตอกย้ำไทยแลนด์จุดหมาย ‘นักชิม’ ตัวจริง

Scroll to Top