ในช่วงกระแสคริปโท บูมๆ เราก็เคยเจอวิกฤติการ์ดจอแพงกันแล้ว เพราะมีคนกว้านซื้อไปจนคนจะประกอบคอมแทบหาซื้อไม่ได้ ล่าสุดมาอีกแล้ว วิกฤตหน่วยความจำ (Memory) ทั้ง RAM และ ROM ขาดแคลนหนัก
เตรียมใจได้เลยว่า มือถือปี 2026 จ่อปรับราคาขึ้นยกแผง ผู้บริโภคอาจต้องรับแรงกระแทกราคาที่ปรับขึ้นสูงสุดถึง 30% โดยจะเริ่มเห็นผลชัดเจนในเดือนมีนาคมนี้เลย
รายงาน Counterpoint Research
ในฝั่งบริษัทที่เก็บข้อมูลอย่าง Counterpoint Research ก็ออกมาบอกว่า ราคา RAM ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 50% แต่ที่ขึ้นแบบน่ากลัวกว่าคือ ROM ที่ขึ้นไปกว่า 90% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า
หมายความว่า 3 เดือนที่แล้ว ROM ราคาถูกกว่าวันนี้เกือบเท่าตัว
แล้วทำไมถึงพุ่งไปขนาดนั้น
เมื่อคนผลิต ผลิตได้เท่าเดิม แต่ลูกค้ารายใหญ่ๆ กว้านซื้อไปใช้ในระดับอุตสาหกรรมเกือบหมด
ยกตัวอย่างบริษัท ซัมซุง ที่เขามีบริษัทแยกออกมาผลิตชิปอย่างเดียว แต่มือถือซัมซุงที่เปิดตัวมาในปีนี้ก็ยังต้องขึ้นราคาในรุ่นที่หน่วยความจำสูงๆ
เพราะในไลน์การผลิตนั้น มันมีคนมาจองไปเกือบหมด แถมให้ราคาดีกว่าถ้าจะผลิตเอามาใส่ขายในมือถือ เป็นใครก็ต้องขายให้กับคนที่ให้ราคาดีไว้ก่อน ถูกมั้ยครับ
เมื่อผู้ขายมองตัวกำไรที่สูงกว่า ทำให้สัดส่วนของชิปที่เหลือมาถึงกลุ่มสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ก็ลดน้อยลงไปโดยอัตโนมัติ
ตลาดไหนกระทบบ้าง
สมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น (ราคา 6-8 พันบาท)
ที่โดยปกติจะใช้ RAM 6GB และ ROM 128GB ตรงนี้มีการคาดว่าจะทำให้ราคาขายปลีกขยับสูงขึ้นประมาณ 1,000 บาท
แน่นอนว่า แบรนด์อาจจะมีทางเลือกคือการ ลดสเปค เช่น จาก ROM 128GB เหลือแค่ 64GB เพื่อตรึงราคาไว้เท่าเดิม หรืออาจจะปล่อยของขาดไปเลยก็ได้ หากการตลาดมองว่าลดสเปคไปแล้วมีโอกาสขายออกยากกว่าเดิม
สมาร์ทโฟนระดับกลาง (ราคา 12,000-18,000 บาท)
คาดว่าในไตรมาสที่ 2 ของปี ต้นทุน RAM และ ROM จะเพิ่มขึ้นอีก 20% และ 16% ตามลำดับ
ในกลุ่มนี้ก็มีความเสี่ยงที่จะถูกปล่อยให้ของขาดตลาดเช่นกัน เพราะยังเป็นกลุ่ม Price Sensitive หรือผู้ซื้อตัดสินใจซื้อด้วยราคาเป็นหลักเช่นกัน
แฟล็กชิปไม่กระทบ
สมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมและแฟล็กชิป (ราคา 25,000 บาท ขึ้นไป)
มีการคาดการณ์ว่าราคาขายอาจปรับตัวสูงขึ้นได้มากถึง 5,000 – 7,000 บาท
เปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ Galaxy S26 ตัวเริ่มต้น ความจุ ROM 512GB ราคากระโดดไปที่ 41,900 บาท แล้วในปีนี้
อย่างไรก็ตาม หากมาดูยอดจองในรุ่น Ultra จะเห็นว่ายอดจองยังโตอยู่ เพราะกลุ่มคนที่จ่ายได้ ไม่ได้สนว่าสินค้าจะราคาเท่าไร แต่มองที่ปัจจัยการใช้งานมากกว่า
ซึ่งแบรนด์ก็คงจะมองเห็นในมุมนี้ ทำให้มือถือในรุ่นแฟล็กชิป มีโอกาสที่จะของขาดน้อยกว่าในรุ่นกลาง-ล่าง
ทางออก
แน่นอนว่าในมิติของพื้นที่เก็บข้อมูลหรือ ROM มันต่างจาก RAM ที่ใช้ Virtual RAM ได้
สำหรับคนที่สู้ราคา Storage ในรุ่นความจุสูงๆ ไม่ไหว ก็อาจจะต้องปรับวิธีการจัดการข้อมูลในมือถือใหม่ ให้มีประสิทธิภาพที่สุด อะไรที่ไม่จำเป็นก็คงต้องลบออกไป เพื่อให้มีพื้นที่เหลือใช้ในระยะยาว
หรือจะซื้อในรุ่นความจุเริ่มต้น และอาจจะไปมองหาวิธีการเช่า Cloud แทน เพราะถ้าความจุจาก 256GB ไป 512GB มันต้องเพิ่มเงินถึง 5-6 พันบาท
เช่า Cloud 200GB วันนี้จ่ายแค่ 99 บาท/เดือน แล้วรอจังหวะที่ทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ค่อยกลับไปซื้อรุ่นความจุสูงๆ ใหม่ ก็ได้
ก็หวังว่าสงครามแย่งชิง Memory ต่างๆ จะจบลง และทำให้ราคากลับมาเป็นปกติ เหมือนกับการ์ดจอในช่วงก่อนหน้านี้
–รีวิว Honor Magic8 Pro เรือธง “สาย AI” กล้องซูมโหด 200MP พร้อมปุ่ม AI Button







