ยิ่งเร่ง AI ยิ่งถอยหลัง? ผลวิจัยเผยองค์กรไทยเสี่ยงพังเพราะละเลยคนทำงาน แบกแอปฯ ล้นจนหมดไฟ

ยิ่งเร่ง AI ยิ่งถอยหลัง? ผลวิจัยเผยองค์กรไทยเสี่ยงพังเพราะละเลยคนทำงาน แบกแอปฯ ล้นจนหมดไฟ

การวิ่งเข้าหาเทคโนโลยี AI อย่างรวดเร็วขององค์กรไทย อาจกำลังกลายเป็นดาบสองคม เมื่อผลวิจัยล่าสุดจาก Lark ที่สำรวจความคิดเห็นของนายจ้าง 900 ราย และพนักงานกว่า 5,000 คน ใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงประเทศไทย) ชี้ให้เห็นถึงวิกฤต “ความก้าวหน้าที่ย้อนแย้ง” (The Paradox of Progress) เมื่อการเร่งนำ AI มาใช้ในที่ทำงาน กำลังถูกบ่อนทำลายด้วยระบบการดูแลพนักงานที่ล้มเหลว จนเปลี่ยนจากความตั้งใจทำ Digital Transformation ให้กลายเป็นความเหนื่อยล้าของคนทำงานแทน

แม้ว่านายจ้างไทยถึง 9 ใน 10 ราย จะมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อมรับ AI และลงทุนในเครื่องมือดิจิทัลสูงเป็นประวัติการณ์ ทว่าในความเป็นจริง มีองค์กรไทยเพียง 12% เท่านั้นที่มีความพร้อมทางดิจิทัลในระดับสูง และมากกว่าครึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทดลองเท่านั้น ปัญหาสำคัญคือที่ผ่านมาองค์กรเน้นพัฒนา “ระบบ” มากกว่า “บุคลากร” จนเกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างความคาดหวังของผู้บริหารกับความเป็นจริงของคนหน้างาน

4 ปัญหาเจ็บปวด เมื่อเครื่องมือดิจิทัลกลายเป็นภาระ

รายงานระบุว่า พนักงานไทยถึง 79% รู้สึกว่าผู้บริหารไม่เข้าใจว่าพวกเขาต้องการเครื่องมือดิจิทัลแบบไหนในการทำงานจริง ซึ่งนำไปสู่สะดุดสำคัญ 4 ประการ ดังนี้

  • เน้นกำไรมากกว่าพัฒนาคน: องค์กรทุ่มงบประมาณไปกับแผนกที่ลดต้นทุนหรือทำเงินได้ทันที เช่น ไอที (67%), การตลาด (57%) และการการเงิน (56%) แต่ฝ่ายที่ดูแลคนโดยตรงอย่าง HR กลับถูกพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลตามหลัง (46%) ทำให้คนที่ขับเคลื่อนธุรกิจต้องทนใช้ระบบเก่าที่กระจัดกระจาย
  • กับดักความซับซ้อนของแอปพลิเคชัน: การมีเครื่องมือเยอะไม่ได้แปลว่าดี พนักงาน 58% ต้องเสียเวลามากกว่า 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ไปกับการสลับใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ยิ่งกว่านั้น 67% เกิดอาการเหนื่อยล้าจากแอปฯ ที่มากเกินไป และ 56% ต้องเปิดสลับแพลตฟอร์มไปมาทุกชั่วโมงเพื่อตามงาน
  • ผู้บริหารอยากล้ำ แต่ไม่ให้อำนาจ: นายจ้าง 74% อ้างว่าเปิดโอกาสให้พนักงานเต็มที่ แต่มีพนักงานเพียง 36% เท่านั้นที่รู้สึกว่ามีอิสระในการเสนอไอเดียใหม่ ๆ และพนักงานถึง 81% มองว่าการสร้างนวัตกรรมในองค์กรยังเกิดขึ้นแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ ไร้ระบบชัดเจน
  • พนักงานขาดการอบรมที่เพียงพอ: นายจ้างมีความรู้สึกสบายใจในการใช้ AI มากกว่าพนักงาน 16% และเข้าถึงการอบรมมากกว่า ขณะที่พนักงานถึง 83% ต้องการการอบรมเพิ่มเติมทั้งเรื่อง AI และความปลอดภัยทางไซเบอร์ แต่ปัจจุบันมีเพียง 35% เท่านั้นที่มั่นใจว่าตนเองได้รับการอบรมมาดีพอ

โอลิเวียร์ อาดัม ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Lark เตือนว่า นี่คือสัญญาณอันตราย รากฐานขององค์กรยังไม่แน่นพอ พนักงานกำลังรับมือไม่ไหวและขาดส่วนร่วม หากองค์กรนำ AI เข้ามาสวมทับระบบเดิมที่ยุ่งเหยิงอยู่แล้ว ก็เสี่ยงที่จะเร่งเครื่องไปผิดทาง

วิกฤตความเชื่อใจ พนักงานกังวลถูกแย่งงาน-ข้อมูลไม่ปลอดภัย

นอกเหนือจากความเหนื่อยล้าทางกายภาพแล้ว “ความไม่โปร่งใส” กำลังสร้างวิกฤตศรัทธาในองค์กร โดยมีพนักงานเพียง 21% เท่านั้นที่เชื่อว่าองค์กรมีความโปร่งใสในการนำ AI มาใช้ และ 57% มองว่าเป้าหมายเรื่อง AI ของผู้บริหารคลุมเครือมาก ส่งผลให้พนักงาน 62% กังวลว่า AI จะมาแย่งงาน และ 68% หวั่นใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม พนักงานไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี เพราะมีพนักงานไม่ถึงครึ่ง (48%) ที่ยังเชื่อมั่นในผลงานและการตัดสินใจของมนุษย์มากกว่า AI แสดงว่าพวกเขาพร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ แต่ต้องการ “ความชัดเจน” จากองค์กรว่างานไหนควรใช้คน ทำงานไหนควรให้ AI เป็นผู้ช่วย เพื่อลดความสับสน

ทางออกคือการรวมศูนย์แพลตฟอร์ม และขับเคลื่อนด้วย “คน”

แม้จะมีความกังวล แต่พนักงานไทยถึง 92% ยังคงกระตือรือร้นและอยากให้ AI เข้ามาช่วยจัดการงานที่ซ้ำซากจำเจ เพื่อให้พวกเขามีเวลาไปคิดงานสร้างสรรค์ สิ่งที่พนักงานต้องการเร่งด่วนคือ การติดอาวุธผ่านการฝึกอบรม ทั้งด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (83%) การทำงานข้ามแผนก (83%) และการใช้ระบบอัตโนมัติ (82%)

รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นทางออกที่จับต้องได้ว่า องค์กรที่เปลี่ยนจากระบบแอปพลิเคชันยิบย่อยมารวมศูนย์ไว้ในแพลตฟอร์มเดียว (All-in-one AI Workspace) เช่น Lark สามารถช่วยให้การทำงานเร็วขึ้นทันที 90%, ลดปัญหาการสื่อสารไม่เข้าใจกันได้ 89% และประหยัดงบประมาณได้ถึง 85%

องค์กรที่จะเป็นผู้นำในยุคดิจิทัล จึงไม่ใช่ผู้ที่เดินหน้าด้าน AI ได้เร็วที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถพาพนักงานเติบโตไปพร้อมกัน ผ่านการสื่อสารที่โปร่งใส การอบรมที่มีประสิทธิภาพ และการเลือกใช้เครื่องมือที่ช่วยลดภาระ ไม่ใช่เพิ่มภาระให้คนทำงาน

ส่องเทรนด์ Embodied AI เมื่อ “หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์” พร้อมลงสนามธุรกิจ น่าลงทุนตอนนี้หรือยัง คุ้มค่าจริงไหม?

Scroll to Top