วงการคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญเหตุโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่พร้อมกันถึงสองแพลตฟอร์มในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดย Binance แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก และ Polymarket แพลตฟอร์มทำนายผลชื่อดัง ต่างตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มผู้ไม่หวังดี ล่าสุด แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) ได้เปิดเผยรายงานวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับรูปแบบการบุกรุก พร้อมเตือนผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลให้ยกระดับความปลอดภัยทันที
เหตุการณ์แรกเริ่มต้นเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ผู้ใช้งาน Polymarket ได้รับผลกระทบจากการถูกโจมตีผ่านสคริปต์ติดตามผู้ใช้งานจริง (Real-User-Monitoring Script) ของบุคคลภายนอกที่มีชื่อว่า DebugBear ซึ่งถูกฝังไว้บนเว็บไซต์ของแพลตฟอร์ม
ถัดมาเพียงวันเดียว ในวันที่ 30 ตุลาคม Binance แถลงว่าตรวจพบการเจาะระบบเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐาน ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าแล็ปท็อปของวิศวกร DevOps รายหนึ่งอาจถูกบุกรุก ส่งผลให้ผู้โจมตีเข้าถึงคอนเทนเนอร์บริการ (Service Container) และดำเนินการถอนเงินโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่างไรก็ตาม Binance ยืนยันว่าไม่พบหลักฐานการรั่วไหลของกุญแจส่วนตัว (Private Key) ของกระเป๋าเงินดิจิทัล โดยได้ระงับการฝากถอนเงินชั่วคราวและให้คำมั่นว่าจะรับผิดชอบความสูญเสียทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน
เกอร์จี คุชเชริน นักวิจัยด้านความปลอดภัยอาวุโสจากทีมวิจัยและวิเคราะห์ระดับโลกของแคสเปอร์สกี้ (GReAT) ระบุว่า ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนให้เห็นถึงเวกเตอร์การโจมตีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยกรณีของ Binance เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เวิร์กสเตชันภายในองค์กร ขณะที่ Polymarket เป็นการโจมตีผ่านองค์ประกอบเว็บของผู้ให้บริการภายนอก (Third-party) การสืบสวนเพิ่มเติมยังคงต้องระบุให้ชัดเจนถึงวิธีการบุกรุกแล็ปท็อปของวิศวกร DevOps และระบบของ DebugBear โดยไม่ตัดความเป็นไปได้เรื่องการใช้ช่องโหว่ต่างๆ ในกระบวนการดังกล่าว
คุชเชรินชี้ว่า พนักงานในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโท โดยเฉพาะบุคลากรฝ่ายเทคนิค ยังคงเป็นจุดอ่อนสำคัญที่กลุ่มแฮกเกอร์มุ่งเป้า แม้แต่วิศวกรหรือนักพัฒนาที่มีความเชี่ยวชาญสูงก็อาจเผลอดาวน์โหลดมัลแวร์เข้ามาโดยไม่ตั้งใจ โดยก่อนหน้านี้เคยพบกรณีนักพัฒนาในสายคริปโทดาวน์โหลดส่วนขยายที่เป็นอันตรายสำหรับสภาพแวดล้อมการพัฒนา (Development Environment) จนนำไปสู่การขโมยเงินจากกระเป๋าเงินดิจิทัลมูลค่าสูงถึง 500,000 ดอลลาร์
การโจมตี Binance ในครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นการขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ด้วยระดับความซับซ้อนของการปฏิบัติการ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจเป็นฝีมือของกลุ่มภัยคุกคามขั้นสูง (Advanced Persistent Threat: APT) โดยรายงานเบื้องต้นมีการพาดพิงถึงกลุ่ม Lazarus ซึ่งเป็นกลุ่มแฮกเกอร์ที่มีประวัติก่ออาชญากรรมไซเบอร์เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินมายาวนาน ทั้งกรณีเจาะระบบธนาคารกลางบังกลาเทศในปี 2016 เพื่อพยายามขโมยเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ และเหตุการณ์เจาะระบบแพลตฟอร์ม Bybit ในปี 2025 ซึ่งสร้างความเสียหายราว 1.5 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงของกลุ่ม Lazarus กับเหตุการณ์ที่ Binance และ Polymarket ยังคงอยู่ระหว่างการสืบสวนและจะยืนยันได้เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นสมบูรณ์
ผู้เชี่ยวชาญจากแคสเปอร์สกี้ย้ำว่า อุปกรณ์ที่ไม่มีระบบความปลอดภัยมักตกเป็นเป้าหมายหลัก จึงแนะนำแนวทางปฏิบัติสำคัญสำหรับผู้ใช้งานและนักลงทุนคริปโทเพื่อป้องกันความสูญเสีย ดังนี้
- ศึกษาข้อมูลเชิงลึก: ทำความเข้าใจประเภทของคริปโทเคอร์เรนซี บล็อกเชน และซอฟต์แวร์ที่ใช้งาน พร้อมทั้งติดตามกลโกงและศึกษาวิธีการรักษาความปลอดภัยจากฟอรัมออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ
- ใช้คริปโทวอลเล็ตแยกต่างหาก: เก็บสินทรัพย์ส่วนใหญ่ไว้ในวอลเล็ตที่มีความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เพื่อจัดเก็บกุญแจเข้าถึงบัญชี (Key) อย่างรัดกุม
- เปิดใช้งาน 2FA บนแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน: ตั้งค่าการยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย (Two-Factor Authentication) เพื่อบังคับให้ต้องกรอกรหัสจากโทรศัพท์มือถือทุกครั้งก่อนถอนสินทรัพย์
- ตรวจสอบบัญชีและใช้วอลเล็ตบอต: เช็กความเคลื่อนไหวทางบัญชีอย่างสม่ำเสมอ และสามารถใช้เครื่องมือบอตช่วยแจ้งเตือนธุรกรรม เพื่อให้สามารถรายงานปัญหาได้ทันท่วงที พร้อมทั้งเปลี่ยนข้อมูลล็อกอินเป็นประจำ
- เฝ้าระวังอีเมลฟิชชิงและข้อเสนอแจกของ: สังเกตอีเมลแอดเดรสที่ผิดปกติ การสะกดคำที่ผิดเพี้ยน ระวังลิงก์และไฟล์แนบอันตราย รวมถึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมแจกรางวัลบนโซเชียลมีเดีย
- ถอนเหรียญออกจากแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยน: แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนเป็นเป้าหมายอันดับต้นๆ ของมิจฉาชีพ การโอนสินทรัพย์มาเก็บไว้ในวอลเล็ตส่วนตัวบนคอมพิวเตอร์ช่วยลดความเสี่ยงจากการที่แพลตฟอร์มถูกเจาะระบบได้
- สร้างรหัสผ่านที่ซับซ้อน: ใช้รหัสผ่านที่มีขนาดยาว ประกอบด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และอักขระพิเศษ โดยไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำกันในหลายบริการ พร้อมพิจารณาใช้โปรแกรมจัดการรหัสผ่าน
- งดทำธุรกรรมผ่าน Wi-Fi สาธารณะ: เครือข่ายสาธารณะเปิดโอกาสให้ผู้ไม่หวังดีดักจับแพ็กเก็ตข้อมูลและสอดส่องการทำธุรกรรมได้ หากทำธุรกรรมจากที่บ้าน ควรตั้งค่าความปลอดภัยเครือข่าย ทดสอบไฟร์วอลล์ อัปเดตเฟิร์มแวร์เราเตอร์ ปิดการกระจายชื่อ SSID และตรวจสอบโปรแกรมป้องกันมัลแวร์
- เลือกใช้ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallet): ถือเป็นหนึ่งในวิธีที่ปลอดภัยที่สุด เนื่องจากอุปกรณ์ USB ที่ใช้เก็บกุญแจลับ (Key Vault) ไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต จึงป้องกันการส่งมัลแวร์เข้าสู่อุปกรณ์ และป้องกันไม่ให้คำกู้คืน (Seed Words) ถูกดึงออกไป หากอุปกรณ์สูญหาย ให้รีบย้ายสินทรัพย์ออกจากแอดเดรสนั้นทันที
- ตรวจสอบ URL ป้องกันซอฟต์แวร์ปลอม: ดาวน์โหลดวอลเล็ตจากเว็บไซต์ทางการของผู้พัฒนาโดยตรง หลีกเลี่ยงการคลิกลิงก์โฆษณาบนเซิร์ชเอ็นจินหรือโซเชียลมีเดีย รวมถึงระมัดระวังการค้นหาผ่านแอปสโตร์ที่อาจนำพาวอลเล็ตปลอมขึ้นมาแสดงผล
- สำรองและรักษา Seed Words ออฟไลน์: จด Seed Words ลงบนกระดาษแล้วเก็บไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัย เช่น ตู้เซฟทนไฟและกันน้ำ สามารถจดแยกหลายแผ่นเพื่อเก็บในที่ลับที่ต่างกัน และห้ามป้อน Seed Words ลงบนเว็บไซต์ใดๆ เนื่องจากวอลเล็ตประเภทส่วนขยายเบราว์เซอร์จะถามหาคำกู้คืนเฉพาะขั้นตอนการติดตั้งครั้งแรกเท่านั้น หากพบความผิดปกติให้ล้างแคชหรือถอนการติดตั้งทันที
- ใช้งาน VPN คุณภาพสูง: ใช้เครือข่ายส่วนตัวเสมือนเพื่อเข้ารหัสข้อมูลและปกปิดกิจกรรมการใช้งานคริปโทจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ช่วยลดโอกาสที่ผู้โจมตีจะตรวจพบและใช้เป็นช่องทางหลอกลวง
–TikTok เปิดตัว Brand Safety Center ชูคู่มือ AI ยกระดับความปลอดภัยแบรนด์โฆษณา






