AI บทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของ “การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างรับผิดชอบ”

AI บทพิสูจน์ครั้งใหญ่ของ "การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างรับผิดชอบ"

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกยกให้เป็นหัวใจของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 5 และเป็นพลังขับเคลื่อนความก้าวหน้าในทุกมิติ เราต่างมองเห็นศักยภาพอันไร้ขีดจำกัดของมัน แต่ในอีกมุมหนึ่ง เทคโนโลยีแห่งอนาคตนี้กำลังสร้าง “Power Consumption” ในระดับที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ซ้อนทับอยู่บนเส้นทางการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่เต็มไปด้วยความท้าทายอยู่แล้ว คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างไร แต่อยู่ที่เราจะ “เปลี่ยนผ่านอย่างรับผิดชอบ” ได้อย่างไร ท่ามกลางคลื่นความต้องการพลังงานลูกใหม่ที่ขับเคลื่อนโดย AI

AI: ตัวเร่งความต้องการพลังงานที่คาดไม่ถึง

เวทีเสวนา “Energy Asia” ที่ผ่านมาได้ฉายภาพความจริงข้อนี้อย่างชัดเจน ผ่านมุมมองของผู้คร่ำหวอดในวงการพลังงาน ตันศรี เต็งกู มูฮัมหมัด เทาฟิก ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท PETRONAS ชี้ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะพุ่งสูงถึง 6.5% ในมาเลเซียนั้น มี AI เป็นตัวแปรสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนสมการพลังงานอย่างสิ้นเชิง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมาเลเซีย ดร.แดเนียล เยอร์กิน รองประธาน S&P Global อธิบายว่า “AI ได้สร้างความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากศูนย์ข้อมูล (Data Centers) ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ความต้องการนี้ส่งผลกระทบเป็นทอดๆ ไปยังความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นเพื่อผลิตไฟฟ้า นับเป็นตัวแปรใหม่ที่พลิกโฉมการคาดการณ์ด้านพลังงาน และสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงข่ายไฟฟ้าและแหล่งผลิตพลังงานทั่วโลก

ความท้าทายนี้จะยิ่งทวีความซับซ้อนขึ้นเมื่อมองในบริบทของทวีปเอเชีย ซึ่งมีพลวัตที่แตกต่างจากโลกตะวันตกโดยสิ้นเชิง ดร.เยอร์กิน ชี้ให้เห็นว่า ขณะที่ความต้องการไฟฟ้าในยุโรปแทบไม่เติบโตในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ในเอเชียกลับพุ่งขึ้นถึง 3 เท่า นี่คือภูมิภาคที่ยังคงมีประชากรกว่า 4.8 พันล้านคน และหลายประเทศกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการพัฒนาเศรษฐกิจ

ตันศรี เต็งกู มูฮัมหมัด เทาฟิก ได้ตอกย้ำถึง “ภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” นี้ว่า “เราไม่สามารถทิ้งใครไว้ข้างหลัง” การเปลี่ยนผ่านพลังงานในเอเชียจึงไม่สามารถทำได้ด้วยการ “หยุด” การเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นการแสวงหาจุดสมดุลที่ละเอียดอ่อนระหว่าง 3 เป้าหมายหลัก คือ:

  1. การเติบโตทางเศรษฐกิจ (Growth): เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
  2. การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization): เพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  3. ความมั่นคงทางพลังงาน (Security): เพื่อให้มีพลังงานเพียงพอและยืดหยุ่นต่อวิกฤต

การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างรับผิดชอบในนิยามของเอเชีย จึงหมายถึงการเดินหน้าไปพร้อมกันทั้ง 3 ด้าน โดยไม่สามารถเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่งได้

ทางออกในโลกแห่ง “วิกฤตซ้อนวิกฤต”

ความท้าทายจาก AI ไม่ได้เกิดขึ้นในภาวะปกติ แต่เกิดขึ้นท่ามกลาง “ภาวะวิกฤตซ้อนวิกฤต” (Polycrisis) ด้านพลังงานที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์, ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน และแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ทำให้การหาทางออกยิ่งยากขึ้นไปอีก

จากเวทีเสวนา ข้อเสนอที่เป็นทางออกไม่ได้อยู่ที่การค้นพบเทคโนโลยีวิเศษ แต่เป็นการกลับไปสู่หลักการพื้นฐานที่แข็งแกร่ง นั่นคือ “ความร่วมมือ การลงทุน และนวัตกรรม”

  • ความร่วมมือขั้นสูง (Advanced Collaboration): ไม่ใช่แค่ระหว่างประเทศ แต่ต้องข้ามภาคส่วน ทั้งผู้ผลิตพลังงาน, ผู้ให้บริการสาธารณูปโภค, ภาคการเงิน และผู้กำหนดนโยบาย เพื่อสร้างแผนงานที่บูรณาการและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้
  • นโยบายที่ดึงดูดการลงทุน: ความชัดเจนและคาดการณ์ได้ของนโยบายจากภาครัฐ คือหัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกเม็ดเงินลงทุนมหาศาลที่จำเป็นต่อการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน
  • นวัตกรรมในบทบาทผู้ผลิต: ผู้ผลิตพลังงานอย่าง PETRONAS กำลังเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นแค่ “ผู้ขาย” ไปสู่การเป็น “ผู้ให้บริการโซลูชัน” ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ เช่น การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) หรือโซลูชันอื่นๆ

ความหลากหลายทางพลังงานคือความมั่นคง

คลื่นพลังงานจาก AI กำลังทดสอบแนวคิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานทั่วโลกอย่างรุนแรง มันบังคับให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาทบทวนแผนงานเดิมและยอมรับความจริงว่า “สูตรสำเร็จเดียวใช้ไม่ได้กับทุกคน” โดยเฉพาะในเอเชีย

บทเรียนอมตะจาก ดร.เยอร์กิน ที่อ้างถึงคำพูดของ วินสตัน เชอร์ชิลล์ ว่า “ความปลอดภัยในเรื่องพลังงานอยู่ที่ความหลากหลาย” อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดในสถานการณ์นี้ การสร้างระบบพลังงานที่ยืดหยุ่น (Resilient) และมีความหลากหลายของแหล่งพลังงาน คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรารับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตได้ ไม่ว่าความท้าทายนั้นจะมาจาก AI หรือวิกฤตการณ์อื่นใดที่ยังมาไม่ถึงก็ตาม การเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างรับผิดชอบ จึงไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่เป็นกระบวนการของการปรับตัวและสร้างสมดุลอย่างต่อเนื่องบนโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

Scroll to Top