นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม แถลงนโยบายขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างเป็นทางการ พร้อมชูแนวคิดหลัก “อุตสาหกรรมหนึ่งเดียว” (ONE MIND) มุ่งเน้นความสามัคคีภายในองค์กรก่อนขยายผลสู่ภายนอก เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวข้ามความท้าทายระดับโลก
4 เสาหลักกลยุทธ์: รากฐานการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยุคใหม่
นายวราวุธ ได้วางกรอบการบริหารงานผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ เพื่อยกระดับการทำงานของกระทรวงอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพและเท่าทันโลก ดังนี้:
1. People Engagement: การฟังเสียงประชาชนคือหัวใจ ข้าราชการและฝ่ายการเมืองต้องทำหน้าที่ฟังเสียงประชาชนว่าต้องการอะไร โดยเน้นการผสมผสานระหว่างความ “ถูกต้อง” ตามหลักกฎหมายและความ “ถูกใจ” ของสังคม เพราะการทำงานที่เข้าถึงพี่น้องประชาชน (Engagement) จะเป็นเกราะป้องกันปัญหาและสร้างการยอมรับในการพัฒนาโครงการต่างๆ
2. Policy Execution: ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลสู่ผลลัพธ์จริง เร่งผลักดันเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engines) ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมดิจิทัล, AI, เซมิคอนดักเตอร์, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมแปรรูปมูลค่าสูง โดยต้องมั่นใจว่าการลงทุนจากต่างชาติจะสร้างประโยชน์ให้คนไทย 64 ล้านคนอย่างแท้จริง ทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) และการสร้างห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ที่แข็งแกร่ง
3. Legal Reform: ปฏิรูปกฎหมาย ลดอุปสรรคการลงทุน ปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตและการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) โดยชูแนวคิดเพิ่มความรวดเร็วและโปร่งใส เช่น การเสนอให้ “ตั้งโรงงานก่อน ตรวจสอบทีหลัง” เพื่อลดระยะเวลาการเริ่มต้นธุรกิจจากหลายปีให้เหลือเพียงระยะเวลาสั้นๆ โดยผู้ประกอบการต้องรับรองตนเอง (Certify) หากพบการฝ่าฝืนจะมีมาตรการลงโทษที่เด็ดขาด รวมถึงการสร้าง Data Lake เพื่อรวมศูนย์ข้อมูลอุตสาหกรรมให้ตรวจสอบได้ในที่เดียว
4. Minister’s Passions: ความมุ่งมั่นส่วนตัวเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จากความรักในสิ่งแวดล้อม นายวราวุธเน้นย้ำว่าอุตสาหกรรมไทยต้องเติบโตควบคู่ไปกับการรักษ์โลก มุ่งสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” รับมือภาวะโลกร้อน (Climate Change) เร่งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตให้ได้มาตรฐานสากล และดูแลความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของไทย เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นรายได้ที่ยั่งยืน

ยกระดับ “อุตสาหกรรมสีเขียว” รับมือภาวะโลกร้อน
รัฐมนตรีวราวุธ เปรียบกระทรวงอุตสาหกรรมเสมือน “รถที่วิ่งแรงที่สุด” ซึ่งหากเหยียบคันเร่งเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมก็อาจพังพินาศได้ จึงต้องมีการแตะเบรกด้วยภาคอนุรักษ์เพื่อความสมดุล เตรียมนำระบบตรวจสอบมลพิษเรียลไทม์ (CEMS) มาใช้ และกำชับให้โรงงานทุกแห่งมีการบริหารจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับสถานการณ์เอลนีโญและความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น
“วันนี้ผมทำงานเหมือนกับว่าพรุ่งนี้จะโดนปรับออก เพราะถ้าเราไม่เริ่มทำตอนนี้ แล้วจะไปเริ่มทำตอนไหน อุตสาหกรรมไทยนับจากนี้ไปอยู่ในมือของพวกท่านทุกคน” นายวราวุธ กล่าวทิ้งท้าย







