ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ถาโถมเข้าใส่ทุกภาคส่วน “กระบวนการยุติธรรม” ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความซับซ้อนและอนุรักษนิยมที่สุดอย่างหนึ่ง ก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ การผสานพลังระหว่าง สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และภาคเอกชน ในการผลักดัน AI เข้ามาเป็นฟันเฟืองสำคัญ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มความเร็ว แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ที่เรียกว่า “ความยุติธรรมที่จับต้องได้”
กำแพงที่มองไม่เห็น: Pain Point ของระบบยุติธรรมเดิม
ในอดีต ประชาชนทั่วไปมักรู้สึกว่ากฎหมายเป็นเรื่องไกลตัวและเข้าถึงยาก ไม่ว่าจะเป็นภาษาทางกฎหมายที่ซับซ้อน ขั้นตอนการฟ้องร้องที่กินเวลานาน หรือต้นทุนในการดำเนินคดีที่สูงลิ่ว ซึ่งจากข้อมูลระบุว่าค่าใช้จ่ายเฉลี่ยในการฟ้องร้องคดีหนึ่งอาจสูงถึง 120,000 บาท ถือว่าเป็นภาระหนักสำหรับประชาชนทั่วไป สิ่งเหล่านี้กลายเป็นกำแพงที่ทำให้ความยุติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียม
ยุทธศาสตร์ AI ในชั้นศาล: “เพื่อนคู่คิด” ผู้ช่วยสกัดความจริง
ปัจจุบันทั้งศาลยุติธรรมและศาลปกครองได้เริ่มนำ AI เข้ามาช่วยในรูปแบบ Workflow Support เพื่อจัดการกับ “ลังเอกสาร” มหาศาล
- ศาลยุติธรรม: มุ่งเน้นไปที่ระบบ e-Filing การใช้ AI สกัดข้อมูลจากคำฟ้องโดยอัตโนมัติ (OCR) และการบันทึกถอดความเสียงพยานในห้องพิจารณาคดี เพื่อลดข้อผิดพลาดจากการจดบันทึกแบบเดิม และสร้างระบบการสืบค้นคำพิพากษาฎีกาที่แม่นยำ
- ศาลปกครอง: มีความโดดเด่นในเรื่องการ “แสวงหาข้อเท็จจริง” โดย AI จะเข้ามาช่วยตุลาการในการสรุปสำนวนคดี คัดกรองข้อมูลที่สำคัญออกจากข้อมูลปลีกย่อย ช่วยให้การพิจารณาคดีรวดเร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ทุกฝ่ายต่างยืนยันในหลักการ Human Oversight หรือการควบคุมโดยมนุษย์ AI จะทำหน้าที่เพียง “ยกร่าง” หรือ “เสนอแนะ” แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายและความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษาจะยังคงเป็นอำนาจหน้าที่ของตุลาการและผู้พิพากษาเสมอ
Governance & Ethics: หัวใจสำคัญของความเชื่อมั่น
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดในการนำ AI มาใช้คือเรื่อง “อคติ” (Bias) และ “ความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล” (Privacy) ซึ่ง ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ได้เน้นย้ำถึงแนวคิด Ethics by Design การสร้าง AI ต้องมีธรรมาภิบาลตั้งแต่ก้าวแรกของการออกแบบ ข้อมูลที่นำมาเทรนต้องสะอาด โปร่งใส และตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าระบบจะไม่เลือกปฏิบัติและรักษาความลับของผู้เกี่ยวข้องในคดีอย่างสูงสุด
อนาคตของนักกฎหมายและประชาชน
การเกิดขึ้นของเครื่องมืออย่าง Chatbot ของตำรวจสอบสวนกลาง หรือ AI Thanoy ที่ให้คำปรึกษากฎหมายพื้นฐานฟรีแก่ประชาชน คือตัวอย่างของการลดความเหลื่อมล้ำ AI จะช่วยให้ประชาชนรู้สิทธิและหน้าที่ของตนเองก่อนถึงชั้นศาล ขณะที่นักกฎหมายรุ่นใหม่ต้องปรับตัวจากการเป็นผู้จำตัวบทกฎหมาย มาเป็นผู้ควบคุมและตรวจสอบความถูกต้องของ AI (Prompt Engineering & Data Verification)
บทสรุป: ก้าวต่อไปที่ยั่งยืน
โครงการอย่าง Responsible AI Innovation Hackathon ภายใต้แนวคิด “AI for Justice” ที่ ETDA กำลังขับเคลื่อนอยู่ในปี 2569 นี้ คือพื้นที่สำคัญในการเฟ้นหานวัตกรรมที่ตอบโจทย์จริงจากสนามกฎหมายไทย เป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีเมื่อถูกวางบนฐานของจริยธรรม จะกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ทำให้ “ความยุติธรรม” ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตาหรือเงินทองอีกต่อไป แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและโปร่งใส







