ปี 2025 เป็นปีที่โลกต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เลิกจ้างพนักงานครั้งใหญ่ หลังบริษัทชั้นนำทั่วโลกต่างหันไปลงทุนและใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้พนักงานหลายหมื่นคนต้องตกงาน
สถานการณ์การเลิกจ้างงานและบทบาทของ AI
คลื่นการเลย์ออฟใหญ่ปี 2025: การเลิกจ้างงานโดยใช้ AI เป็นปัจจัยหลักได้กลายเป็นประเด็นเด่นในปี 2025 โดยบริษัทหลายแห่งหันมาลงทุนใน AI อย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้พนักงานหลายพันคนตกงาน
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Amazon ที่เลิกจ้างพนักงานองค์กร 14,000 คน โดยอ้างถึงการลงทุนครั้งใหญ่ใน AI
ขณะที่ CEO Salesforce เปิดเผยว่าได้ลดตำแหน่งงานด้าน Customer Support ไป 4,000 ตำแหน่ง เนื่องจาก AI สามารถทำงานได้ถึง 50% ของงานในส่วนนี้
ตัวเลขการเลิกจ้างพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์: รายงานจาก Challenger, Gray & Christmas ระบุว่า เดือนตุลาคมที่ผ่านมา สหรัฐฯ มีการเลิกจ้างงานรวม 153,074 ตำแหน่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 183% จากเดือนกันยายน และสูงขึ้น 175% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009
ถูกเลิกจ้างจากผลกระทบของ AI ต้องรู้อะไรบ้าง?
อย่างไรก็ตาม หากบทบาทของคุณกำลังจะล้าสมัยลงด้วยเทคโนโลยี AI จริง ๆ ก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่ม “ตั้งคำถาม” ว่า
เป็นเพราะ AI จริงหรือ?
Fabian Stephany ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้าน AI และการทำงานแห่ง Oxford Internet Institute แนะว่าต้องตั้งข้อสงสัยและสืบสวนว่าการเลิกจ้างนั้น เป็นผลจาก AI จริงๆ หรือไม่ เพราะบางบริษัทอาจใช้ AI เป็น “แพะรับบาป” เพื่อปกปิดสาเหตุอื่น เช่น การว่าจ้างที่ผิดพลาดในอดีต หรือภาวะเศรษฐกิจตกตกต่ำ
- หากไม่เกี่ยวกับ AI: หากการเลิกจ้างไม่ได้เกิดจากระบบอัตโนมัติอย่างแท้จริง แนวทางที่ง่ายคือ การหางานในตำแหน่งเดียวกันหรือใกล้เคียงกับบริษัทอื่น (เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ ยังคงเป็นที่ต้องการสูงในบริษัทอื่น)
- หากเกี่ยวกับ AI: หากบทบาทของคุณกำลังจะล้าสมัยเพราะ AI นั่นคือสัญญาณที่ต้องเริ่มคิดถึงการ “เพิ่มพูนทักษะ” (Upskilling)
เพิ่มทักษะที่มีอยู่เดิม
Daniel Zhao หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Glassdoor ชี้ว่า การเพิ่มทักษะเป็นแนวทางที่ดีในการเปลี่ยนไปสู่เส้นทางอาชีพที่สดใสกว่า โดยเน้นการพิจารณา “ชุดทักษะ” ที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด
โดยต่อยอดจากทักษะที่ “อยู่ใกล้เคียง” กับทักษะหลักของคุณ (เช่น นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีทักษะการเขียนโค้ดและดีบัก อาจต่อยอดไปเรียนรู้ทักษะด้านสถิติ ซึ่งไม่ไกลจากทักษะเดิม) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างสมจริง และไม่จำเป็นต้องลงทุนมหาศาลเพื่อเรียนปริญญาใหม่
เสริมความสามารถด้าน “ความรู้ความเข้าใจ AI”
“AI Literacy” กำลังกลายเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง (Must-have Skill) เหมือนกับการพิมพ์ดีดหรือความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ในอดีต โดยรายงานของ LinkedIn พบว่า AI Literacy เป็นทักษะที่ถูกเพิ่มเข้าไปในโปรไฟล์มากที่สุด
ผู้ที่สามารถทดลองใช้ AI และหาวิธีประยุกต์ใช้จะเป็นที่ต้องการของธุรกิจมากขึ้น ทักษะเหล่านี้อาจรวมถึงความสามารถในการเขียน Prompt ให้กับ Chatbot, การดีบักโค้ด หรือการใช้เครื่องมือ Co-pilot
ขณะที่ ควรพัฒนาทักษะ AI ที่ “เติมเต็ม” ความเชี่ยวชาญที่มีอยู่เดิม (เช่น หากทำงานด้านการดำเนินธุรกิจ การเรียนรู้การเขียน Prompt เพื่อสื่อสารกับ AI ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จะมีประโยชน์กว่าการเรียนเขียนโปรแกรมใหม่ทั้งหมด)
และสุดท้าย อย่าละเลย Soft Skills ที่ AI ยังทำไม่ได้ เช่น การบริหารจัดการทีม (Team Management) ซึ่งอาจเป็นทักษะเสริมที่อยู่ใกล้ตัวและควรพัฒนาต่อยอด
ที่มา cnbc
–ยุคใหม่สื่อไทย! “นิวส์ฟลูเอนเซอร์” ครีเอเตอร์สายข่าวขับเคลื่อนมุมมองสังคม 5 กลุ่มหลัก







