เจาะไส้ใน S&P คงเรตติ้งไทย BBB+ ส่อง 3 ความท้าทายใหญ่ “หนี้ท่วม-เศรษฐกิจโตต่ำ-สงครามการค้า”

เจาะไส้ใน S&P คงเรตติ้งไทย BBB+ ส่อง 3 ความท้าทายใหญ่ "หนี้ท่วม-เศรษฐกิจโตต่ำ-สงครามการค้า"

บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก S&P Global Ratings ได้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ BBB+ และยังคงมุมมองความน่าเชื่อถือต่อเศรษฐกิจไทยในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับ Moody’s ที่ได้ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยกลับมาสู่ระดับเสถียรภาพก่อนหน้านี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อวินัยทางการเงินการคลังและเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลชุดใหม่ที่ช่วยให้โครงการเมกะโปรเจกต์อย่าง EEC และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแบบ PPP เดินหน้าต่อ รวมถึงภาคการเงินต่างประเทศที่ยังแข็งแกร่งจากการคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ที่จะเกินดุล 2% ต่อ GDP และทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ตัวเลขเรตติ้งที่ดูดี กลับมีสัญญาณเตือนและความท้าทายก้อนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ภายในรายงานฉบับนี้ ซึ่งส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปจากเมื่อ 10 ก่อนที่เคยคาดหวังว่าจะได้รับการปรับเพิ่มเรตติ้ง แต่ในปัจจุบันกลับต้องต่อสู้เพื่อไม่ให้เรตติ้งถูกหั่นลง

ตัวเลขเศรษฐกิจโตต่ำ สวนทางภาระหนี้สาธารณะพุ่งชนเพดาน

S&P คาดการณ์ว่า อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real GDP Growth) ของไทยในปีนี้จะเติบโตเพียง 2% เท่านั้น โดยมีสาเหตุหลักมาจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลกที่กดดันกิจกรรมในประเทศ แม้ S&P จะประเมินว่าในปีหน้าเป็นต้นไปเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวและเติบโตเฉลี่ยที่ 2.3% ไปจนถึงปี 2572 แต่ตัวเลขระดับ 2% ต้นๆ นี้ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพที่แท้จริงของประเทศ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลัก พบว่าในไตรมาสแรกของปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวลดลงถึง 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะมีมาตรการกระตุ้นจากรัฐบาลก็ตาม

ในด้านภาระทางการคลัง S&P ระบุว่า รัฐบาลไทยยังต้องขาดดุลการคลังที่ประมาณ 3.2% ของ GDP ในปีนี้และปีหน้า โดยคาดว่าการก่อหนี้รัฐบาลสุทธิจะเพิ่มเป็น 3.5% ของ GDP ภายในปีนี้ การที่ GDP โตต่ำแต่ภาระหนี้ยังคงเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยกำลังขยับเข้าใกล้เพดานที่ระดับ 70% เข้าไปทุกที

ด้าน ดร.อมรเทพ จาวลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร CIMB ไทย ได้ให้มุมมองต่อประเด็นนี้ว่า สมการหนี้สาธารณะต่อ GDP ประกอบด้วยสองส่วนคือ “หนี้” และ “GDP” หากเศรษฐกิจสามารถขับเคลื่อนให้โตได้ระดับ 3-4% สัดส่วนหนี้ต่อ GDP จะไม่เติบโตเร็วนัก แต่เมื่อ GDP โตต่ำในระดับ 2% ต้นๆ หนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะทะลุ 70% ได้ง่ายในอนาคต ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำคือการแก้ปัญหาทั้งสองส่วนไปพร้อมกัน โดยรักษาวินัยทางการคลังไม่ให้การขาดดุลเพิ่มสูงขึ้น ควบคู่ไปกับการผลักดันเศรษฐกิจให้วิ่งไปสู่ระดับ 3% ให้ได้ด้วยแผนระยะกลางและระยะยาวที่ชัดเจน ไม่ติดหล่มอยู่กับการแก้ปัญหาระยะสั้น

3 จุดชี้ชะตาและปัจจัยแทรกซ้อนระดับโลกที่ต้องรับมือ

จากการวิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง มี 3 ประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการจำเป็นต้องนำไปวางแผนรับมือ ดังนี้:

  • วิกฤต GDP โตไม่ทันภาระหนี้: การรักษาวินัยทางการคลังไม่ใช่เพียงการตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นหรือปฏิรูปการจัดเก็บรายได้เท่านั้น แต่ต้องดึงการลงทุนภาคเอกชน (เช่น เม็ดเงินลงทุนจากจีนที่เข้ามาจำนวนมากในปัจจุบัน) เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่เข้ามาช่วยขับเคลื่อนและลาก GDP ให้เติบโตพ้นระดับ 2% เพื่อแบ่งเบาสัดส่วนภาระหนี้
  • เปรียบเทียบศักยภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน: สถาบันจัดอันดับเครดิตจะพิจารณาการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ต่อหัวเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง แม้ S&P จะคาดการณ์ว่ารายได้ต่อหัวของคนไทยจะขยับจาก 8,000 ดอลลาร์ ขึ้นมาเป็น 9,000 ดอลลาร์ในปีนี้จากอานิสงส์ของเงินบาทที่แข็งค่า แต่หากประเทศเพื่อนบ้านเติบโตได้เร็วกว่าและสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ดีกว่า ความน่าสนใจของประเทศไทยในสายตานักลงทุนทั่วโลกจะลดลงทันที
  • มรสุมสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน คลื่นลูกใหม่ครึ่งปีหลัง: แม้ในสัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีการลงนามเซ็นสัญญาข้อตกลงสงบศึก 14 ข้อในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลเชิงบวกในระยะสั้นให้ราคากระชากลดลงจาก 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ระดับ 70 กว่าดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและลดต้นทุนพลังงานของไทยลงชั่วคราว ทว่าสถานการณ์ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเนื่องจากเงื่อนไขในสัญญานั้นปฏิบัติได้จริงยาก แต่ความเสี่ยงที่น่ากลัวกว่าคือ “สงครามการค้า” โดยหลังจากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงในตะวันออกกลาง คาดว่าเป้าหมายถัดไปคือการบังคับใช้มาตรา 301 เพื่อขึ้นภาษีตอบโต้ทางการค้ากับประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยที่ถูกมองว่าไม่ได้เปิดตลาดให้สหรัฐฯ มากเท่าที่ควร สงครามการค้านี้จะทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และจะกระทบต่อภาคการส่งออก การลงทุน และต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยโดยตรง

สรุปได้ว่า การที่ S&P และ Moody’s คงเรตติ้งประเทศไทยไว้ที่ BBB+ พร้อมมุมมองเสถียรภาพ เปรียบเสมือน “เกราะคุ้มกันชั่วคราว” ที่ช่วยซื้อเวลาให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ข้อเท็จจริงคือเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงบางเซกเตอร์ และกำลังซื้อในระดับล่างยังคงอ่อนแอ โดยรวมแล้วเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มโตอยู่ใกล้ๆ ระดับ 2% เท่านั้น ดังนั้น ภาคธุรกิจโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่มีสายป่านไม่ยาวนัก จะชะล่าใจไม่ได้เด็ดขาด และจำเป็นต้องบริหารกระแสเงินสดอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อรองรับความผันผวนของต้นทุนที่อาจเกิดขึ้นในครึ่งปีหลังนี้

ชมคลิปคลิก

การศึกษาใน 5 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร? วันนี้มหาวิทยาลัยเตรียมตัวอย่างไร เมื่อเริ่มพบว่าเด็กซึมซับความรู้น้อยลง

Scroll to Top