การศึกษาใน 5 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร? วันนี้มหาวิทยาลัยเตรียมตัวอย่างไร เมื่อเริ่มพบว่าเด็กซึมซับความรู้น้อยลง

การศึกษาใน 5 ปีข้างหน้า จะเป็นอย่างไร? วันนี้มหาวิทยาลัยเตรียมตัวอย่างไร เมื่อเริ่มพบว่าเด็กซึมซับความรู้น้อยลง

คุณเคยตั้งคำถามไหมว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า หน้าตาของการศึกษาไทยและทั่วโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ในเมื่อทุกวันนี้ AI เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเข้ามาแทรกอยู่ในระบบการศึกษาเท่านั้น?

หากย้อนกลับไปในอดีต มนุษย์เราหาความรู้จากหนังสือที่ต้องใช้เวลาค้นหาอย่างยากลำบาก ต่อมาในยุคอินเทอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลเริ่มง่ายขึ้นผ่านการ Search แต่ผลลัพธ์ก็ยังขึ้นอยู่กับทักษะของแต่ละคน

ตัดกลับมาในยุคปัจจุบันที่เราเรียกกันว่า ยุค AI ทุกอย่างง่ายดายเพียงแค่การตั้ง Prompt สั้นๆ หรือคลิกเดียว ก็สามารถสรุปบทวิจัยหนาๆ ได้อย่างรวดเร็ว

นั่นหมายความว่า เด็กนักเรียนในอีก 5 ปีข้างหน้า ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย พวกเขาอาจมีความรู้เชิงวิชาการที่แน่นปึ้กกว่าคนรุ่นก่อนๆ แล้วมหาวิทยาลัยจะปรับตัวอย่างไรเพื่อรับมือกับความอัจฉริยะของเด็กยุคนี้?

ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส คณบดี NUS Business School ได้ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในปัจจุบันคือ AI ได้เข้ามาทำลายค่านิยมการประเมินผลแบบเดิมอย่างการเขียนบทความหรือ Essay ไปเรียบร้อยแล้ว จากเดิมที่อาจารย์ใช้การเขียนบทความเป็นเครื่องมือสำคัญในการวัดทักษะการแสดงออก การเรียบเรียงความคิด โครงสร้างข้อโต้แย้ง และการค้นหาหลักฐานอ้างอิง แต่ในยุคนี้เกณฑ์ดังกล่าวใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป เพราะทุกคนสามารถใช้ AI เขียนแทนได้

ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือ มีหลักฐานเชิงประจักษ์ระบุชัดเจนว่า นักศึกษาที่พึ่งพาและใช้งาน AI มากจนเกินไป จะซึมซับความรู้ได้น้อยลง มีการเรียนรู้ด้วยตัวเองลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ยิ่งไปกว่านั้น ผลการสำรวจยังพบความจริงที่น่าตกใจว่า กลุ่มผู้เรียนที่เสพติดการใช้ AI มากเกินไป มักจะมีเกรดเฉลี่ยที่ตกต่ำลง มีอัตราความสุขที่ต่ำกว่าคนอื่น และเมื่อจบออกไปทำธุรกิจหรือทำงานจริง ก็มีอัตราความสำเร็จที่น้อยกว่าด้วยเช่นกัน

เปิด 4 โมเดลประเมินผล ในวันที่อาจารย์ต้องแก้เกม AI

เพื่อให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ที่แท้จริงและมีคุณภาพ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) จึงได้เริ่มทดลองและตอบสนองต่อวิกฤตนี้อย่างจริงจัง ซึ่ง ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส ยังคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า จะได้เห็นโมเดลการประเมินผลรูปแบบใหม่ 4 ด้าน ดังนี้

  • การจัดสอบแบบตัดขาดอินเทอร์เน็ต (Offline Assessment): วิธีการแก้เกมขั้นพื้นฐานแต่ได้ผลที่สุด โดยการบังคับให้นักศึกษาทำข้อสอบหรือเขียนบทความในพื้นที่ที่ไม่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เพื่อตัดโอกาสการพึ่งพาเทคโนโลยี และบังคับให้ดึงความรู้จากสมองของตนเองออกมาใช้อย่างแท้จริง
  • การสอบปากเปล่า (Oral Assessment): ปรับเปลี่ยนจากการส่งรายงานพิมพ์นิยม มาเป็นการเรียกนักศึกษาเข้ามาพูดคุยและสัมภาษณ์สดกับอาจารย์ผู้สอนโดยตรง เพื่อพิสูจน์ว่าผู้เรียนมีความเข้าใจในแนวคิดและเนื้อหาเหล่านั้นจริงๆ ไม่ใช่แค่ให้ AI เขียนมาส่ง
  • ระบบ AI ประเมินผลสด (AI-Powered Oral Examination): เป็นเทคนิคการพลิกบทบาทของ AI จากเดิมที่เป็นเครื่องมือช่วยเขียน ให้มาทำหน้าที่เป็นผู้สัมภาษณ์และทดสอบปากเปล่ากับนักศึกษาแทน ซึ่งกลไกนี้จะทำให้นักศึกษาไม่สามารถใช้ AI ช่วยคิดคำตอบได้ แต่ต้องใช้ไหวพริบและความรู้ส่วนตัวตอบโต้กับระบบ AI ที่กำลังประเมินผลอยู่
  • การทดสอบสดหน้าชั้นเรียนแบบยิงคำถาม (On-the-spot Assessment): โมเดลนี้เป็นการปฏิรูปการนำเสนองานกลุ่ม โดยสั่งยกเลิกการท่องจำสคริปต์ที่ AI เขียนขึ้นมาพูดหน้าห้อง แต่ปรับกระบวนการใหม่โดยให้นักศึกษาส่งเนื้อหาให้เพื่อนร่วมชั้นอ่านล่วงหน้า และเมื่อถึงเวลาประเมินผล จะไม่มีการยืนพรีเซนต์ แต่จะให้เพื่อนในห้องยิงคำถามสดใส่กลุ่มผู้นำเสนอทันทีเพื่อวัดความเข้าใจจริงและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยอาจารย์จะใช้กลยุทธ์จำกัดสิทธิ์ไม่ให้สมาชิกกลุ่มที่เก่งที่สุดตอบ เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกคนอื่นในกลุ่มได้แสดงศักยภาพและความเข้าใจอย่างเท่าเทียมกัน

ศาตราจารย์เกียรติคุณ แอนดรูว์ เค. โรส เน้นย้ำว้า ถึงแม้ในวันนี้เขาเองก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า การศึกษาจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่เชื่อว่าจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน และมหาวิทยาลัยทั่วโลกจำเป็นต้องเดินหน้าทดลองวิธีวัดผลใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าเทคโนโลยีอัจฉริยะจะไม่เข้ามาลดทอนศักยภาพทางสติปัญญาและการเรียนรู้ของมนุษย์ในอนาคต

NUS ชวนถอดรหัส 3 วิกฤตเขย่าเศรษฐกิจไทย พร้อมแนะธุรกิจเร่งทรานส์ฟอร์มรับมือ AI

Related Posts

Scroll to Top