อนาคต EV ไทย ยุควิกฤตน้ำมันแพง และ 5 ข้อเสนอ เปลี่ยนประเทศเป็น Hub ยานยนต์ไฟฟ้า

อนาคต EV ไทย ยุควิกฤตน้ำมันแพง และ 5 ข้อเสนอ เปลี่ยนประเทศเป็น Hub ยานยนต์ไฟฟ้า

ในวันที่ราคาน้ำมันกลายเป็นปัจจัยลบที่กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจากงาน Motor Show ล่าสุดสะท้อนภาพชัดเจนว่า “ยานยนต์ไฟฟ้า” (EV) ไม่ใช่แค่ทางเลือกสำหรับคนรักนวัตกรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็น “ทางรอด” สำคัญในมิติทางเศรษฐกิจของครอบครัวไทย

ดร.กฤษฎา อุตตโมทย์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ได้ฉายภาพรวมอุตสาหกรรมในยุคเปลี่ยนผ่าน โดยเน้นย้ำถึงความแตกต่างของต้นทุนพลังงานที่เป็นแรงจูงใจหลัก

“ต้นทุนการเดินทางด้วยรถยนต์น้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่กิโลเมตรละ 3-4 บาท ขณะที่รถ EV ที่ชาร์จไฟบ้านมีต้นทุนไม่ถึง 1 บาท หรือประมาณ 60-70 สตางค์ต่อกิโลเมตรเท่านั้น”

สถานการณ์ตลาดและ “สงครามราคา” ที่กำลังสมดุล

ดร.กฤษฎา ระบุว่ายอดจองรถในงาน Motor Show ช่วงครึ่งทางที่ผ่านมาแตะระดับ 40,000 คัน ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วอย่างมีนัยสำคัญ แม้ปีที่ผ่านมาตลาดจะเผชิญกับ “สงครามราคา” (Price War) จากการที่ผู้ประกอบการต้องเร่งระบายสต็อกตามคอมมิตเมนต์นโยบาย EV 3.0 แต่ในปีนี้คาดว่าสถานการณ์จะเริ่มเข้าสู่จุดสมดุล (Balance) ระหว่างกำลังการผลิตในประเทศและความต้องการซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ความรุนแรงของการตัดราคาอาจลดน้อยลง

ยุทธศาสตร์ 30@30 และโจทย์ใหญ่ด้านการส่งออก

ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในนโยบาย 30@30 คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตทั้งหมดภายในปี 2030 อย่างไรก็ตาม ดร.กฤษฎา ให้มุมมองที่น่าสนใจว่าปัจจุบันยอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่ในไทยแตะระดับ 20% แล้ว แต่อุปสรรคสำคัญที่จะทำให้ยอดผลิตไปถึงเป้าหมายได้ คือ “ตลาดส่งออก”

ที่ผ่านมาไทยส่งออกรถยนต์น้ำมันกว่า 60% ของยอดผลิตทั้งหมด ดังนั้นโจทย์สำคัญคือภาครัฐและเอกชนต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่สำหรับรถ EV เช่น กลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ผ่านการเจรจา FTA เพื่อให้ไทยยังคงเป็นฮับการผลิตที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค

5 ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ เพื่อโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน

เพื่อให้ Ecosystem ของ EV ไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทยได้ยื่น 5 ข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ ดังนี้:

  1. ภาครัฐต้องเป็น Role Model: นำร่องเปลี่ยนรถยนต์ในหน่วยงานราชการเป็นรถ EV ทั้งหมด พร้อมปรับปรุงข้อกำหนดพัสดุ (Spec) ให้รองรับการจัดซื้อจัดจ้างทั้งตัวรถและเครื่องชาร์จ
  2. ขยายโครงข่ายสถานีชาร์จ (Charging Station): ปัจจุบันไทยมีหัวจ่ายสาธารณะประมาณ 13,000 จุด (สัดส่วน 22 คัน ต่อ 1 หัวจ่าย) ขณะที่มาตรฐานที่ดีอย่างจีนอยู่ที่ 14 คัน ต่อ 1 หัวจ่าย รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการสถานีชาร์จมากขึ้น โดยเฉพาะเพื่อรองรับกลุ่มรถเชิงพาณิชย์ (Commercial Vehicle) ในอนาคต
  3. ระบบแอปพลิเคชันกลาง (Roaming App): ลด Pain Point ของผู้ใช้งานที่ต้องโหลดแอปฯ ของแต่ละค่ายแยกกัน โดยผลักดันให้มีแอปฯ กลางที่สามารถค้นหาและจองสถานีชาร์จได้ทุกเครือข่าย
  4. มาตรการภาษีคาร์บอน (Carbon Tax): เตรียมรับมือกฎระเบียบโลก เช่น มาตรการจาก EU เพื่อพิสูจน์การลด Carbon Footprint ในภาคโลจิสติกส์
  5. มาตรฐานบริการหลังการขายและความมั่นใจ: กำหนดมาตรการบังคับให้ค่ายรถต้องมีความพร้อมด้านอะไหล่ ศูนย์บริการ และบุคลากรที่ผ่านการเทรนตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ: จากขยะสู่พลังงานหมุนเวียน

หนึ่งในความกังวลใหญ่คือ “ขยะอิเล็กทรอนิกส์” ดร.กฤษฎา เผยว่า EV Board กำลังศึกษาเรื่อง Battery Passport เพื่อติดตาม Serial Number ตั้งแต่นำเข้าจนถึงสิ้นอายุการใช้งาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Repurposing (นำมาใช้เก็บพลังงานจากโซลาร์เซลล์) หรือ Recycling อย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นถังขยะแบตเตอรี่ของโลก

อนาคตมาตรการ EV 3.5 และก้าวต่อไป

สำหรับทิศทางในอนาคต ดร.กฤษฎา มองว่ามาตรการสนับสนุนด้านตัวเงิน (Monetary) อาจมีความสำคัญน้อยลง เนื่องจากตลาดเริ่มติดลมบนแล้ว สิ่งที่รัฐควรหันมาเน้นคือ มาตรการที่ไม่ใช่ตัวเงิน (Non-Monetary) เช่น การกำหนดเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) หรือสิทธิพิเศษด้านที่จอดรถ (Parking Privilege) รวมถึงการกระตุ้นให้เกิด Local Supplier ที่เป็นบริษัทไทยจริงๆ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) อย่างแท้จริง

ชมคลิป คลิก

ภาคขนส่งอั้นไม่ไหว! “ทองอยู่” ประกาศขึ้นค่าเซอร์ชาร์จ 10% เริ่ม 1 เม.ย. นี้ หลังดีเซลพุ่งแตะ 40 บาท

Scroll to Top