ซีอีโอการบินไทย “ชาย เอี่ยมศิริ” เปิดเผยทิศทางการดำเนินงานหลังฟื้นฟูกิจการอย่างแข็งแกร่ง ชูกลยุทธ์ “Network Airline” เป็นธงนำ สร้างการเติบโตด้วยการเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วโลก ย้ำไม่ได้พึ่งพิงตลาดจีนเป็นหลัก แต่พร้อมเดินหน้าขยายเส้นทางบินใหม่รับโอกาสในอนาคต พร้อมเสนอแนวคิดพัฒนาระบบนิเวศท่าอากาศยานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสากล
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์สำคัญที่จะนำพาการบินไทยไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเป็นสายการบินที่เน้นการบินจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง (Point-to-Point) ไปสู่การเป็น “สายการบินเครือข่าย” (Network Airline) อย่างเต็มรูปแบบ
ไม่พึ่งพิงตลาดเดียว ชู Network Airline สร้างความแข็งแกร่ง
นายชายระบุว่า แม้ตลาดจีนจะมีความสำคัญ แต่กลยุทธ์หลักของการบินไทยคือการขนส่งผู้โดยสารจากทุกชาติ โดยใช้จุดแข็งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อการเดินทาง (Hub) ซึ่งกลยุทธ์นี้ได้พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ สามารถกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจและสร้างผลกำไรได้อย่างแข็งแกร่ง แม้ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (Low Season)
“ผู้โดยสารที่เดินทางเข้าออกประเทศจีนกว่า 80% เป็นผู้โดยสารต่อเครื่องและผู้โดยสารชาวไทย การเพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวจีนถือเป็นผลดี แต่เราไม่ได้พึ่งพิงแค่ตลาดเดียว เราขนส่งคนทุกชาติ” นายชายกล่าว พร้อมเสริมว่าความท้าทายหลักของตลาดจีนในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่อง “ความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย” ซึ่งการบินไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นนี้กลับคืนมา
เดินหน้าขยายฝูงบินและเส้นทางบินใหม่สู่จีน
เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต การบินไทยมีแผนจะรับมอบเครื่องบินลำตัวแคบรุ่นใหม่อย่าง Airbus A321neo โดยจะเริ่มทยอยรับมอบ 2 ลำแรกภายในสิ้นปีนี้ และอีก 15 ลำในปีหน้า ซึ่งจะนำมาใช้เสริมความแข็งแกร่งในเส้นทางบินระยะกลาง
นอกจากนี้ ยังมีแผนจะกลับมาเปิดเส้นทางบินและเพิ่มความถี่ไปยังประเทศจีนอีกหลายเมือง โดยมีไทม์ไลน์ดังนี้:
- ต้นปี 2568: เพิ่มความถี่ในเส้นทาง ปักกิ่ง และ กวางโจว เป็นวันละ 2 เที่ยวบิน และเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ เซี่ยเหมิน
- ปลายปี 2568 (ช่วง Winter Schedule): เปิดเส้นทางบินใหม่เพิ่มเติมสู่ อู่ฮั่น, ฉงชิ่ง, และ ฉางซา
ข้อเสนอถึงท่าอากาศยาน: ลด Ground Time เพิ่มประสิทธิภาพ
นายชายยังได้เสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมการบิน โดยชี้ว่าหัวใจสำคัญคือการลดระยะเวลาที่เครื่องบินจอดอยู่บนภาคพื้น (Ground Time) ให้น้อยที่สุด
“เราเสนอให้มีการจัดโซนนิ่ง (Zoning) โดยจัดให้สายการบินที่มีการเชื่อมต่อเที่ยวบินกันอยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะช่วยลดเวลาในการส่งต่อผู้โดยสารและกระเป๋า ทำให้เครื่องบินสามารถกลับไปให้บริการได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสนามบินและสายการบิน”
ความท้าทายหลักคือ “ปัจจัยภายใน”
ปิดท้ายด้วยมุมมองที่น่าสนใจ นายชายยอมรับว่าความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของการบินไทยในวันนี้คือปัจจัยภายในองค์กรเอง “จุดอ่อนที่แท้จริงของการบินไทย คือตัวเราเอง เราต้องควบคุมสิ่งที่เราทำได้ ทำให้องค์กรมีจุดอ่อนน้อยที่สุด ลดเงื่อนไขในการเปลี่ยนแปลงและการตัดสินใจ เพื่อให้สามารถก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
การกลับมาของการบินไทยในครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การฟื้นตัวทางการเงิน แต่เป็นการปรับเปลี่ยนรากฐานทางกลยุทธ์และวัฒนธรรมองค์กรครั้งสำคัญที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง
Keywords:
การบินไทย, ชาย เอี่ยมศิริ, กลยุทธ์การบินไทย, Network Airline, ตลาดจีน, นักท่องเที่ยวจีน, แผนฟื้นฟูการบินไทย, A321neo, เส้นทางบินใหม่, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ, ธุรกิจการบิน, Thai Airways







