สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดแผนยุทธศาสตร์ใหญ่ เตรียมปั้น “EEC City” เมืองใหม่บนพื้นที่กว่า 1.4 หมื่นไร่ ชูไฮไลต์ดึง “Entertainment Complex” และสวนสนุกแบรนด์ยักษ์โลก ปักหมุดคู่ “สปอร์ตคอมเพล็กซ์” หวังสร้างแม่เหล็กดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก พร้อมการันตีโครงการเดินหน้าต่อด้วยสัญญา PPP ระยะยาว ไม่หวั่นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เปิดเผยถึงความคืบหน้าและทิศทางการพัฒนาพื้นที่ EEC ในระยะต่อไป โดยเฉพาะกระแสข่าวการดึงสวนสนุกระดับโลกอย่าง “ดิสนีย์แลนด์ (Disneyland)” เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ว่า ภายในปลายปีนี้ EEC จะมีการเปิดตัวโครงการ “EEC City” ซึ่งเป็นการสร้างเมืองใหม่ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ ศูนย์กลางธุรกิจบันเทิง (Entertainment Complex) และศูนย์กีฬาครบวงจร
เปิดผัง “เมืองใหม่” ดึงโมเดลฟลอริดาโมเดล
เลขาฯ EEC ระบุว่า ได้มีการหารือร่วมกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (ในขณะดำรงตำแหน่ง รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา) ถึงแนวคิดการย้ายสนามกีฬาแห่งชาติ ออกมายังพื้นที่ EEC บนพื้นที่ประมาณ 1,500 ไร่ และผนวกเข้ากับพื้นที่สำหรับ Entertainment Complex ซึ่งรวมถึงสวนสนุกระดับโลก โดยทาง EEC ได้เตรียมจัดสรรที่ดินในโซน “เมืองใหม่” ไว้รวมกว่า 5,000 ไร่ จากพื้นที่ทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 14,000 ไร่
“เรามองว่าธุรกิจกีฬาและบันเทิงเป็นเทรนด์โลก (Global Trend) และประเทศไทยมีศักยภาพสูงมาก หากนำทั้งสองส่วนนี้มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน จะเกิดเป็น Destination ขนาดใหญ่ โดยใช้โมเดลคล้ายกับรัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ที่มีทั้งชายหาดพัทยา ทะเล และสวนสนุกระดับโลก เป็นจุดขายที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งได้เปรียบกว่าสวนสนุกในเมืองหนาว” ดร.จุฬา กล่าว
จิ๊กซอว์สำคัญ หนุน “รถไฟความเร็วสูง” คุ้มทุน
นอกจากมิติด้านการท่องเที่ยวแล้ว โครงการนี้ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้างปริมาณผู้โดยสาร (Demand) ให้กับโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และสนามบินอู่ตะเภา เนื่องจากพื้นที่ EEC City ตั้งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟความเร็วสูงและสนามบินไม่ถึง 10 กิโลเมตร การมีแม่เหล็กอย่างสวนสนุกระดับโลก จะเปลี่ยนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจากการเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ ให้กลายเป็นการพักค้างคืน (Overnight Stay) ซึ่งจะกระตุ้นการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจโรงแรม ที่พัก และบริการด้านสุขภาพ (Wellness) ตามมา
มั่นใจ “การเมืองเปลี่ยน” ไม่กระทบการลงทุน
ต่อข้อซักถามเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงรอยต่อทางการเมือง ดร.จุฬา ย้ำว่า โครงการใน EEC ส่วนใหญ่ดำเนินงานในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) ซึ่งมีสัญญาระยะยาว 50 ปี และสามารถต่อสัญญาได้อีก 49 ปี ดังนั้น เมื่อมีการลงนามในสัญญาแล้ว โครงการจะมีผลผูกพันทางกฎหมายที่รัฐบาลใหม่ต้องสานต่อ
“หากเป็นเอกชนระดับโลกอย่างดิสนีย์ หรือแบรนด์อื่นๆ เข้ามาลงทุน เขาต้องการความมั่นคงระยะยาว ซึ่งการมีที่ดินรองรับที่ชัดเจนในรูปแบบการเช่าระยะยาว ถือเป็นแต้มต่อสำคัญ อีกทั้งโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชาติ สร้างงาน และสร้างรายได้เข้าประเทศ รัฐบาลไม่ว่าชุดใดก็ย่อมเล็งเห็นถึงประโยชน์และไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้”
โอกาสของไทย เนื้อหอมทุนนอก
ดร.จุฬา ทิ้งท้ายว่า แม้ชื่อของ “ดิสนีย์แลนด์” จะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงบ่อยครั้ง แต่ในทางปฏิบัติ EEC เปิดกว้างสำหรับ Theme Park ชั้นนำทุกราย ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ชลบุรีก็เริ่มมีทุนใหญ่อย่าง โคลัมเบีย พิคเจอร์ส (Sony) เข้ามาปักหมุดแล้ว สะท้อนให้เห็นว่า Ecosystem ด้านการท่องเที่ยวของไทยมีความพร้อม และหากโครงการ EEC City แจ้งเกิดได้เต็มรูปแบบ จะเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ World Class Destination อย่างแท้จริง
บทความโดย กองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจ







