เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2568: ภาพรวมการฟื้นตัวที่เปราะบางและความท้าทายจากเวทีการค้าโลก

เศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกปี 2568: ภาพรวมการฟื้นตัวที่เปราะบางและความท้าทายจากเวทีการค้าโลก

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่รายงานภาวะและแนวโน้มธุรกิจประจำไตรมาส 1 ปี 2568 ซึ่งสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่กำลังฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมีภาคการท่องเที่ยวและการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็เผชิญกับปัจจัยท้าทายหลายประการ ทั้งจากภายในประเทศและจากภูมิทัศน์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกาภายใต้สถานการณ์ที่เรียกว่า “Trump 2.0”

การฟื้นตัวที่ไม่ทั่วถึง: ภาคส่วนที่ขับเคลื่อนและภาคส่วนที่เผชิญแรงกดดัน

รายงานของ ธปท. ชี้ให้เห็นถึงภาพเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละภาคส่วนและภูมิภาค

  • ภาคเหนือ: การท่องเที่ยวและบริการเป็นหัวใจสำคัญของการขยายตัวในไตรมาสแรก โดยได้รับอานิสงส์จากจำนวนเที่ยวบินและกิจกรรมที่เพิ่มขึ้น รวมถึงสถานการณ์หมอกควันที่มาช้ากว่าปีก่อน ธุรกิจผลิตเพื่อส่งออก เช่น ผักและผลไม้กระป๋อง ก็มีคำสั่งซื้อที่ดี อย่างไรก็ตาม กำลังซื้อที่ลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร ได้ฉุดรั้งภาคการค้าและอสังหาริมทรัพย์ให้หดตัว
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: ภาพรวมธุรกิจหดตัวเล็กน้อย ส่วนใหญ่เกิดจากภาคการค้าและอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ และมาตรการกระตุ้นการบริโภคที่ส่งผลจำกัด แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจผลิตเพื่อส่งออก อาทิ สินค้าเกษตรแปรรูป และภาคบริการและการท่องเที่ยวก็ยังคงขยายตัวได้เล็กน้อย จากผลผลิตที่ดีขึ้นและการจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว
  • ภาคกลาง: เป็นภูมิภาคที่ธุรกิจโดยรวมขยายตัวได้ดีที่สุด นำโดยภาคการผลิตเพื่อส่งออกที่ได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น และภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ (ยกเว้นจีน) หลั่งไหลเข้ามามากขึ้น ธุรกิจก่อสร้างภาครัฐก็มีการขยายตัวที่ดีตามงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ทว่าธุรกิจการค้ายังคงทรงตัว ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างที่อยู่อาศัยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
  • ภาคใต้: ภาคบริการและการท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจผลิตเพื่อส่งออก อาทิ ยางพาราแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ก็มีคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้น ในขณะที่รายได้เกษตรกรที่ปรับดีขึ้นตามราคาสินค้ายางและปาล์มได้ช่วยพยุงกำลังซื้อในธุรกิจการค้า อย่างไรก็ตาม ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงหดตัวในเกือบทุกพื้นที่และระดับราคา

ประเด็นความท้าทายที่รออยู่: “Trump 2.0” และปัจจัยภายในประเทศ

รายงานของ ธปท. ได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะถัดไป โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ หรือ “Trump 2.0” ซึ่งเป็นความไม่แน่นอนที่สูงและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ

  • ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ: หากไทยไม่สามารถเจรจาเพื่อลดภาษีนำเข้า (tariff) ให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ และเพิ่มการแข่งขันในตลาดส่งออกอื่น ๆ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงที่สินค้าต่างชาติจะทะลักเข้ามาแข่งขันในตลาดในประเทศรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ เครื่องปรับอากาศ และยางล้อ ในระยะยาว หาก Relative tariffs ของไทยสูงกว่าคู่แข่งมาก อาจนำไปสู่การเปลี่ยนโครงสร้างการผลิต การย้ายคำสั่งซื้อ หรือฐานการผลิตออกจากประเทศไทย ซึ่งจะกระทบต่อ supply chain และการจ้างงานในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
  • ความกังวลด้านความปลอดภัยและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวจีน: แม้ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว แต่ความกังวลด้านความปลอดภัยยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีน ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศจีน และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่หันไปท่องเที่ยวประเทศอื่น ๆ มากขึ้น เช่น ญี่ปุ่น ทำให้การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา
  • กำลังซื้อและความเชื่อมั่นในประเทศ: รายงานชี้ว่ากำลังซื้อและความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชนปรับลดลง ซึ่งอาจกระทบต่อธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูงที่เริ่มเห็นสัญญาณชะลอการใช้จ่าย
  • ผลกระทบจากแผ่นดินไหว: เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นได้ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยแนวสูง และการชะลอการท่องเที่ยวในระยะสั้น
  • มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ: มาตรการต่าง ๆ เช่น เงินโอน 10,000 บาท (เฟส 3) และโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” รวมถึงการผ่อนคลายมาตรการ Loan To Value ratio (LTV) และการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ถูกคาดการณ์ว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและการฟื้นตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

การปรับตัวของธุรกิจและการสนับสนุนจากภาครัฐ

ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง โดยชะลอการลงทุนใหม่ และหันมาเน้นการใช้ประโยชน์จากแรงงานที่มีอยู่ให้หลากหลายหน้าที่มากขึ้น รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติ (automation) เข้ามาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ แม้ต้นทุนโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการยังจำกัดเนื่องจากการแข่งขันที่สูงและกำลังซื้อของลูกค้าที่ลดลง

สิ่งที่ภาคธุรกิจกังวลมากที่สุดคือ หากประเทศไทยไม่สามารถเจรจาเพื่อลดภาษีนำเข้าให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ดังนั้น การประเมินผลกระทบอย่างรอบด้านและการมีแผนรับมือที่ครอบคลุมหลายสถานการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ธปท. ได้เน้นย้ำว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องพิจารณามาตรการช่วยเหลือเพื่อลดทอนผลกระทบในระยะสั้นอย่างตรงจุด อาทิ การป้องกันการสวมสิทธิ์และการตรวจสอบคุณภาพสินค้านำเข้า ควบคู่ไปกับการติดอาวุธให้ธุรกิจปรับตัวจนพอที่จะพยุงตัวและแข่งขันต่อไปได้ อาทิ มาตรการทางการเงินที่ช่วยส่งเสริมการปรับตัวอย่างตรงจุด และมาตรการที่ไม่ใช่การเงินที่ช่วยเพิ่ม know-how และโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้าถึงตลาดที่มีศักยภาพสูงหรือ niche market ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการเร่งดำเนินการเพื่อบรรลุข้อตกลง FTA กับประเทศอื่น ในขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองก็จำเป็นต้องมองหาแนวทางในการรับมือและปรับตัวเพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตความไม่แน่นอนในครั้งนี้ไปได้

ตลาดกาแฟไทยสวนกระแสเศรษฐกิจซบเซา! LINE MAN Wongnai ชี้ “Affordable Specialty Coffee” ราคาต่ำกว่า 100 บาท ยอดพุ่งแรง

Scroll to Top