เจาะลึกภาษี VAT 7% ไป 10% เมื่อไหร่คือ “จังหวะทอง” ที่คนไทยรับได้?

เจาะลึกภาษี VAT 7% ไป 10% เมื่อไหร่คือ "จังหวะทอง" ที่คนไทยรับได้?

กระแสการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากมีการถกเถียงกันมายาวนานเกือบ 30 ปี ล่าสุด รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจถึงความจำเป็นและกรอบเวลาที่เหมาะสมในการขยับตัวเลขนี้

ทำไมไทยถึง “เลี่ยงไม่ได้” ที่ต้องขึ้น VAT ในอนาคต?

รศ.ดร.ธนวรรธน์ ระบุว่า การขึ้น VAT จาก 7% เป็น 10% เป็นพันธสัญญาที่มีมาตั้งแต่สมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แม้ปัจจุบันเราจะหมดภาระกับ IMF แล้ว แต่โครงสร้างรายได้ของรัฐบาลไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก

  • รายได้รัฐลดลง: จากเดิมที่จัดเก็บรายได้ได้ประมาณ 17% ของ GDP ปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 15% เนื่องจากการลดภาษีศุลกากรตามข้อตกลง FTA และการลดภาษีนิติบุคคลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน
  • รายจ่ายสวัสดิการพุ่ง: ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” ทำให้มีภาระงบประมาณด้านสาธารณสุข เบี้ยคนชรา และสวัสดิการการศึกษาเพิ่มสูงขึ้น
  • งบประจำกินรวบ: ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจำ (เช่น เงินเดือนข้าราชการ) สูงเกือบ 80% ของ GDP ทำให้เหลืองบประมาณในการพัฒนาประเทศน้อยลง รัฐบาลจึงต้องทำงบประมาณขาดดุลมาโดยตลอด

3 ปีนับจากนี้: ประคอง 7% รอเศรษฐกิจฟื้น

แม้รัฐบาลจะประกาศคงอัตราภาษีไว้ที่ 7% จนถึงปีหน้า แต่คำถามคือ “เมื่อไหร่” ถึงจะเหมาะสม รศ.ดร.ธนวรรธน์ วิเคราะห์ว่าจังหวะที่เหมาะสมไม่ใช่การขึ้นทันทีในขณะที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง

“การขึ้น VAT ควรทำเมื่อเศรษฐกิจไทยมีความพร้อม ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น และ GDP ควรเติบโตในกรอบ 3-5% หากขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจโตต่ำกว่า 2-3% อาจทำให้กำลังซื้อในประเทศซึมตัวและไม่เป็นผลดีในระยะยาว”

โมเดลที่น่าสนใจ: ไทยควรศึกษาบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่น ที่เลือกปรับขึ้นแบบ “ขั้นบันได” จาก 7% เป็น 8% และค่อยๆ ขยับเป็น 10% เพื่อลดแรงกระแทกต่อประชาชน

บทพิสูจน์จากต่างประเทศ: VAT สูงขึ้นแต่เศรษฐกิจโตได้

รศ.ดร.ธนวรรธน์ ยกตัวอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่น ซึ่งมีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มไปก่อนหน้านี้ ผลปรากฏว่าเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศยังสามารถเดินหน้าต่อได้ โดยเฉพาะสิงคโปร์ที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีกว่าเดิม

ข้อดีของการขึ้น VAT เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม:

  1. ความมั่นคงทางการคลัง: รัฐบาลมีเม็ดเงินมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสวัสดิการโดยไม่ต้องกู้เงินเพิ่ม
  2. ลดหนี้สาธารณะ: ช่วยลดการขาดดุลงบประมาณในระยะยาว
  3. ความพร้อมในการดูแลประชาชน: มีงบประมาณรองรับสังคมผู้สูงอายุได้อย่างยั่งยืน

ไม่ใช่เรื่องของ “ถ้า” แต่เป็นเรื่องของ “เมื่อไหร่”

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อว่าภายใน 3 ปีข้างหน้า หากประเทศไทยสามารถปรับโครงสร้างเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ และทำให้ GDP กลับมาโตได้ตามเป้าหมาย เมื่อนั้นประชาชนจะมีความพร้อมในการยอมรับการปรับขึ้นภาษีเพื่อแลกกับสวัสดิการและการพัฒนาประเทศที่เห็นผลเป็นรูปธรรม

วิกฤตแรงงานยุค AI? Meta-Microsoft นำทีมปลดพนักงานพุ่ง 2 หมื่นตำแหน่ง สัญญาณการปรับโครงสร้างใหญ่ทั่วโลก

Scroll to Top