ทวีปยุโรปกำลังมีแนวโน้มหันกลับมาให้ความสำคัญกับพลังงานนิวเคลียร์อย่างเห็นได้ชัด โดยหลายประเทศเริ่มทบทวนนโยบายและส่งสัญญาณเชิงบวกต่อแหล่งพลังงานซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นประเด็นถกเถียงอย่างเผ็ดร้อน การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนความพยายามในการกระจายความเสี่ยงและเสริมสร้างความเป็นอิสระด้านพลังงานของตนเอง ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานในปัจจุบัน
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองเกิดขึ้นในหลายประเทศ เดนมาร์กได้ประกาศแผนที่จะพิจารณาทบทวนการห้ามใช้พลังงานนิวเคลียร์ที่บังคับใช้มานานถึง 40 ปี ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ ขณะที่สเปนมีรายงานว่าแสดงท่าทีเปิดกว้างที่จะทบทวนแผนการปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนเยอรมนีก็ได้ผ่อนปรนท่าทีคัดค้านพลังงานปรมาณูที่ยึดถือมาอย่างยาวนาน
ความสนใจที่เพิ่มขึ้นในพลังงานนิวเคลียร์ของยุโรป แสดงให้เห็นว่าบางประเทศกำลังมองหาทางเลือกเพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น แนวโน้มดังกล่าวส่วนหนึ่งอาจได้รับแรงผลักดันจากต้นทุนบางประการที่เกี่ยวข้องกับพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์และลม
เดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนสูง ได้ระบุเมื่อกลางเดือนพฤษภาคมว่ามีแผนจะวิเคราะห์ถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขั้นสูงแบบใหม่ เช่น เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็ก (SMRs) เพื่อเสริมการทำงานของพลังงานแสงอาทิตย์และลม
ทั้งนี้ รัฐบาลเดนมาร์กซึ่งสั่งห้ามการใช้พลังงานปรมาณูมาตั้งแต่ปี 1985 ย้ำว่ายังไม่มีแผนจะกลับไปใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบดั้งเดิม เนื่องจากยังขาดประสบการณ์และความรู้ที่จำเป็นในด้านความปลอดภัยและการจัดการกากกัมมันตรังสี การวิเคราะห์อย่างจริงจังจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อดูว่านิวเคลียร์รูปแบบใหม่จะสามารถเข้ามาเสริมระบบพลังงานในอนาคตได้หรือไม่ ไม่ใช่เพื่อมาทดแทนพลังงานแสงอาทิตย์และลม
แม้ว่าพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเป็นเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าที่สร้างความแตกแยกทางความคิดเห็นมากที่สุดในยุโรป แต่การกลับมาเป็นที่สนใจในแวดวงการเมืองถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เมื่อพิจารณาว่าต้นทุนของเทคโนโลยีคู่แข่งหลักอย่างโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ใหม่ๆ ได้ลดลงกว่า 80% ในขณะที่ต้นทุนของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม “ต้นทุนแฝง” ในการสร้างสมดุลและขนส่งไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้เพิ่มสูงขึ้นตามสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงอาทิตย์ที่มากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่เริ่มเห็นได้ชัดเจนขึ้นในระยะหลัง
สำหรับสเปน ได้มีการส่งสัญญาณถึงการเปิดรับพลังงานปรมาณูเมื่อปลายเดือนที่แล้ว โดยมีการระบุว่าแม้รัฐบาลจะเดินหน้าตามแผนการปลดระวางเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในทศวรรษหน้า แต่ก็ยังไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ในการขยายอายุการใช้งานเกินปี 2035 ออกไปได้ แม้จะยังไม่มีการพิจารณาหรือข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมใดๆ ในขณะนี้ก็ตาม
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางประเด็นถกเถียงเรื่องไฟฟ้าดับในประเทศ ซึ่งบางส่วนพุ่งเป้าไปที่พลังงานสีเขียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสเปนและโปรตุเกสพึ่งพาพลังงานลมและแสงอาทิตย์ในระดับสูงสำหรับโครงข่ายไฟฟ้าของตน อย่างไรก็ตาม ผู้นำสเปนและผู้ให้บริการโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศได้ออกมายืนยันว่าระดับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สูงเป็นประวัติการณ์ไม่ใช่สาเหตุของไฟฟ้าดับ
ด้านเยอรมนี ซึ่งเพิ่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ไปในปี 2023 ก็ได้ยกเลิกท่าทีคัดค้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นการฟื้นความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส มีรายงานว่ารัฐบาลชุดใหม่ได้ยกเลิกการคัดค้านความพยายามของฝรั่งเศสที่จะทำให้พลังงานนิวเคลียร์ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับพลังงานหมุนเวียนในกฎหมายของสหภาพยุโรป
ผู้สนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์ให้เหตุผลว่า เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานคาร์บอนต่ำ นิวเคลียร์จึงมีศักยภาพที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ประเทศต่างๆ ผลิตไฟฟ้า พร้อมทั้งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล อย่างไรก็ตาม กลุ่มสิ่งแวดล้อมบางกลุ่มโต้แย้งว่าอุตสาหกรรมนิวเคลียร์เป็นทางเลือกที่สิ้นเปลืองและเป็นอันตราย และเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจไปจากทางเลือกที่ถูกกว่าและสะอาดกว่า
มีความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญว่า ความสามารถของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ตัดค่าเสื่อมราคาหมดแล้วในการดำเนินการต่อไปได้นานเกินอายุการใช้งานที่คาดการณ์ไว้ ประกอบกับความหวังที่ “ยังไม่แน่นอนอย่างยิ่ง” ว่าเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลขนาดเล็กรุ่นใหม่ “สามารถสร้างได้ในราคาถูกมาก” ได้ดึงดูดจินตนาการของภาคอุตสาหกรรมและผู้กำหนดนโยบาย
อย่างไรก็ตาม เป็นไปได้สูงว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ๆ จะยังคงเป็นเรื่องยากในการจัดหาเงินทุน และอย่างดีที่สุดก็อาจจะคุ้มทุนในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า ในระหว่างนี้ การถกเถียงว่าจะเลือกนิวเคลียร์หรือพลังงานหมุนเวียนกลับเป็นผลดีต่อก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังคงถูกเผาไหม้ตราบใดที่การลงทุนในไฟฟ้าสะอาดยังไม่เกิดขึ้นในระดับที่เพียงพอ
ข้อมูลจาก Ember ซึ่งเป็นหน่วยงานคลังสมองด้านพลังงาน พบว่าระบบไฟฟ้าของสหภาพยุโรปยังคงเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว โดยพลังงานลมและแสงอาทิตย์เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงหกเดือนดังกล่าว คิดเป็นสัดส่วน 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของกลุ่มประเทศ และแซงหน้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วสหภาพยุโรปก็เพิ่มขึ้น 3.1% เช่นกัน การกลับมาพิจารณานิวเคลียร์ครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดในภูมิทัศน์พลังงานของยุโรป
–Net Zero 2050: ปตท. กับเดิมพันอนาคตผ่านเทคโนโลยีลดคาร์บอน (CCS, SMR, Hydrogen) และความท้าทายต้นทุน







