คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. มีมติสำคัญในการประชุมวันนี้ เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน พร้อมทั้งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยที่ประชุมเห็นชอบมาตรการดูแลค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2569 พร้อมทั้งอนุมัติขยายโครงการโซลาร์ภาคประชาชนครั้งใหญ่ เพิ่มเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุม กพช. ร่วมกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โดยที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดูแลค่าไฟฟ้าในงวดปลายปี 2569 ซึ่งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือ กกพ. ได้เห็นชอบอัตราค่า Ft ขายปลีกที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะร่วมกันรับภาระคงค้างสะสมแทนประชาชนไปก่อน พร้อมทั้งนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจำนวนกว่า 16,127 ล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าผ่านค่า Ft
นอกจากนี้ กพช. ยังได้กำหนดให้มีการคิดราคาเนื้อก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าตามราคาเกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินราคาควบคุมเฉลี่ย 363.53 บาทต่อล้านบีทียู พร้อมทั้งมอบหมายให้ ปตท. และ กฟผ. ดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตไฟฟ้าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน
ไฮไลท์สำคัญของการประชุมคือ การอนุมัติขยายโครงการส่งเสริมโซลาร์ภาคประชาชน ครอบคลุมทั้งแบบติดตั้งบนหลังคา บนพื้นดิน และแบบลอยน้ำ ในรูปแบบ Net Billing เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายส่วนเกินเข้าสู่ระบบ โดยมีการปรับปรุงเงื่อนไขสำคัญเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนี้
ขยายเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้ารวมเป็น 10,000 เมกะวัตต์
กำหนดปริมาณไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์
รับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย
ขยายระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี
ให้ผู้เข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนเดิมตามมติที่ผ่านมา ได้รับการปรับเพิ่มระยะเวลารับซื้อเป็น 20 ปีเช่นเดียวกัน
รัฐบาลยังได้มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกด้วยการปรับลดขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งและการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้รวดเร็วขึ้นในรูปแบบ One Stop Service เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงโครงการพลังงานสะอาดได้อย่างสะดวกและรวดเร็วที่สุด การดำเนินมาตรการในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายระยะสั้น ควบคู่กับการสร้างรากฐานด้านพลังงานสีเขียวระยะยาวให้แก่ประเทศไทย







