วิกฤตมะเร็งปอด! คาดปี 68 คร่าชีวิตคนไทย 41 คนต่อวัน จี้รัฐปลดล็อกนวัตกรรม-เร่งคัดกรองเชิงรุก

วิกฤตมะเร็งปอด! คาดปี 68 คร่าชีวิตคนไทย 41 คนต่อวัน จี้รัฐปลดล็อกนวัตกรรม-เร่งคัดกรองเชิงรุก

เตรียมรับมือภัยเงียบครั้งใหญ่ เมื่อมะเร็งปอดถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งของไทยภายในปี 2568 ด้วยสถิติที่น่ากังวลคาดว่าจะมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 41 คนต่อวัน และพบผู้ป่วยใหม่เฉลี่ยวันละ 57 ราย ที่น่าตกใจคือ ประเทศไทยยังมีผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่ป่วยเป็นมะเร็งปอดสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก สถานการณ์นี้ทำให้หน่วยงานภาครัฐ สมาคมแพทย์ และภาคีด้านสุขภาพ ต้องผนึกกำลังครั้งสำคัญ เพื่อเร่งผลักดันนโยบายยกระดับการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาและการคัดกรองโรคให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ เปิดเผยในเวทีเสวนาเนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ถึงสถานการณ์เร่งด่วนของโรคมะเร็งปอด โดยอ้างอิงข้อมูลระหว่างปี 2562–2564 ซึ่งชี้ชัดว่ามะเร็งปอดยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็ง และตัวเลขคาดการณ์ในปี 2568 ยิ่งตอกย้ำความรุนแรงของปัญหา ทำให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อผลักดันกลไกนโยบายให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาและการคัดกรองที่ดีขึ้น

สถานการณ์น่าห่วง ต้องการการคัดกรองเชิงรุก

ศ.ดร.นพ. ศรายุทธ ลูเซียน กีเตอร์ จากสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มะเร็งปอดพบมากเป็นอันดับ 1 ในผู้ชาย และอันดับ 4 ในผู้หญิง แต่ปัญหาใหญ่คือผู้ป่วยส่วนใหญ่มักถูกตรวจพบในระยะที่ 4 หรือระยะลุกลามแล้ว ทำให้โอกาสในการรักษาให้หายขาดลดน้อยลง

แม้การสูบบุหรี่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก แต่ปัจจุบันพบว่ามลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 และปัจจัยทางพันธุกรรมก็มีส่วนเกี่ยวข้องเช่นกัน ที่น่ากังวลคือแนวโน้มผู้ป่วยมีอายุน้อยลง และข้อมูลชี้ว่าประเทศไทยมีผู้หญิงที่ไม่สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอดสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก ซึ่งสะท้อนว่าแนวทางการคัดกรองจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบริบทความเสี่ยงใหม่ๆ เช่น การคัดกรองผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้

ยกระดับการรักษาด้วยนวัตกรรมและการจัดการทรัพยากร

แม้ปัจจุบันจะมีความก้าวหน้าทางการรักษาอย่างมาก ทั้งการผ่าตัดผ่านกล้อง, การฉายรังสีแบบแม่นยำ และยามุ่งเป้า แต่การเข้าถึงนวัตกรรมเหล่านี้ยังคงเป็นความท้าทายในระบบหลักประกันสุขภาพของไทย ขณะนี้หน่วยงานภาครัฐกำลังทบทวนเกณฑ์ “ความคุ้มค่า” (Cost-Effectiveness Threshold) เพื่อเปิดทางให้ยาและนวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับโรคที่มีความรุนแรงสูงอย่างมะเร็งปอด สามารถเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวทางการบริหารจัดการอื่นๆ เช่น การจัดซื้อยารวมในปริมาณมาก หรือการตั้งงบประมาณเฉพาะด้าน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสให้โรงพยาบาลสามารถใช้นวัตกรรมการรักษาได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่สร้างภาระทางการเงิน

เป้าหมายสูงสุดคือ ‘Stage Shift’ เปลี่ยนระยะของโรค

“สิ่งสำคัญที่สุดของการคัดกรองคือ ‘Stage Shift’ หรือการย้ายระยะของโรค” รศ.ดร.นพ. ศรายุทธ อธิบาย “หากเราสามารถทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ถูกตรวจพบในระยะที่ 1 แทนที่จะเป็นระยะที่ 4 นั่นหมายความว่าเราสามารถเปลี่ยน ‘Mode of Death’ หรือวิธีการเสียชีวิตของผู้ป่วยจากมะเร็งปอดไปเป็นการเสียชีวิตตามวัยชราภาพได้ ถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ควรเร่งดำเนินการ”

ด้าน นพ. จักรกริช โง้วศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ภาครัฐไม่ได้มุ่งเน้นแค่การรักษาเมื่อป่วย แต่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน และการคัดกรองตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายโดยรวมในระยะยาว การแก้ปัญหามะเร็งปอดอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อกำหนดแนวทางที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพต่อไป

ซี.ซี.เอฟ. ผนึกกำลัง เอส.ซี. ยอห์นสัน ชูพลังเยาวชน ปลุกชุมชนตื่นรู้ โชว์นวัตกรรมสู้ภัยไข้เลือดออก

Scroll to Top