“ปตท.” ปักหมุด Global LNG Player ผนึกเทคโนโลยี CCS ขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero อย่างยั่งยืน

ปตท." ปักหมุด Global LNG Player ผนึกเทคโนโลยี CCS ขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก (Energy Transition) ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคา และวิกฤตสภาวะภูมิอากาศ ประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการรักษา “สมดุล” ระหว่างความมั่นคงและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เผยวิสัยทัศน์และกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าสนใจระหว่างการนำสื่อมวลชนศึกษาดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นใน 2 โปรเจคใหญ่ ที่ ปตท. ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะการยกระดับ ปตท. จากผู้จัดหาพลังงานในประเทศ สู่การเป็น “Global LNG Player” ควบคู่ไปกับการวางรากฐานเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) เพื่อเป็นกุญแจสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศไทย

ถอดรหัสความมั่นคงทางพลังงานไทย: ความท้าทายบนสมดุล 3 ด้าน

ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของความต้องการใช้ทั้งหมด และนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันเป็นสัดส่วนมหาศาล โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่ต้องนำเข้าประมาณ 1 ใน 3 ดังนั้น การเข้าถึงแหล่งพลังงานในราคาที่แข่งขันได้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่คือ “ความมั่นคงของชาติ”

ดร.คงกระพัน ระบุว่า การบริหารจัดการพลังงานในยุคใหม่ต้องยึดหลัก “Energy Trilemma” หรือสมดุล 3 ด้านที่ขาดด้านใดด้านหนึ่งไปไม่ได้:

 * Security (ความมั่นคง): พลังงานต้องมีเพียงพอ ไม่ขาดแคลนในทุกสถานการณ์

 * Affordability (ราคาที่เข้าถึงได้): ต้นทุนพลังงานต้องไม่เป็นภาระต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรมจนเกินไป

 * Sustainability (ความยั่งยืน): การมุ่งสู่พลังงานสะอาดและการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรม

ในบริบทนี้ “ก๊าซธรรมชาติ” (Natural Gas) จึงถูกนิยามใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่ “เชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Transitional Fuel) แต่กำลังจะกลายเป็น “เชื้อเพลิงหลักในระยะยาว” (Destination Fuel) เนื่องจากเป็นพลังงานฟอสซิลที่สะอาดที่สุด และมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการผลิตไฟฟ้าเพื่อเสริมความเสถียรให้กับพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยคาดการณ์ว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติทั่วโลกจะยังคงอยู่ในระดับสูงไปจนถึงปี 2050

พลิกบทบาทไทยสู่ศูนย์กลาง LNG แห่งอาเซียน

ปัจจุบันโครงสร้างการจัดหาก๊าซธรรมชาติของไทยมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ อ่าวไทย (50%), นำเข้าจากเมียนมา (10%) และส่วนที่เหลือเป็นการนำเข้าในรูปแบบ LNG (Liquefied Natural Gas) ซึ่งประเทศไทยก้าวขึ้นมาติดอันดับ Top 10 ของผู้นำเข้า LNG โลกเรียบร้อยแล้ว

ศักยภาพของอาเซียนและการเชื่อมต่อ:

เอเชียได้กลายเป็น “Demand Center” หรือศูนย์กลางความต้องการ LNG ของโลก โดยมีซัพพลายหลักไหลมาจากสหรัฐอเมริกาและตะวันออกกลาง ในขณะที่ภูมิภาคอาเซียนมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่น ผ่านท่อส่งก๊าซยาวกว่า 3,600 กิโลเมตร และ LNG Terminal อีก 14 แห่ง

ตัวอย่างความสำเร็จของการเชื่อมโยงนี้ เห็นได้ชัดจากเหตุการณ์ท่อก๊าซในประเทศมาเลเซียระเบิด ซึ่งไทยสามารถส่งก๊าซผ่านเครือข่ายที่มีอยู่ไปช่วยเหลือมาเลเซียได้ทันที ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าดับเป็นวงกว้าง นี่คือภาพสะท้อนของ “ความมั่นคงทางพลังงานระดับภูมิภาค” ที่ปตท. พร้อมจะเป็นฟันเฟืองสำคัญ

กลยุทธ์ “Global LNG Player”: จาก Local สู่ Global Trading

เพื่อสร้างแต้มต่อในตลาดโลก ปตท. ได้วาง Roadmap การเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างชัดเจน ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ:

 * ขยายโครงสร้างพื้นฐาน: ปตท. มี LNG Terminal 1 และ 2 (ดำเนินการร่วมกับ กฟผ.) และกำลังเดินหน้าก่อสร้างแห่งที่ 3 ร่วมกับบริษัท Gulf เพื่อรองรับความผันผวนของความต้องการในอนาคต

 * รุกตลาดการค้าก๊าซ (Trading): นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ โดย ปตท. ตั้งเป้าหมายเพิ่มปริมาณการค้าก๊าซ (Gas Trading Volume) จากปัจจุบันที่ 2 ล้านตัน พุ่งเป้าสู่ 10 ล้านตันในปี 2030 และขยับสู่ 15 ล้านตันในปี 2035

 * ลงทุนต้นน้ำ (Liquefaction): ปตท. มีแผนเข้าไปลงทุนในแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติเหลวในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือตะวันออกกลาง เพื่อชิงสิทธิ์ในปริมาณก๊าซ (Volume) มาบริหารจัดการเอง ซึ่งจะช่วยสร้างกำไรจากการ Trading ทั่วโลก และสร้างความมั่นคงด้านอุปทานให้กับประเทศไทยไปพร้อมกัน

ถอดบทเรียนจากญี่ปุ่น: โมเดลการบริหารจัดการที่ Ishikari

สำหรับการศึกษาดูงานครั้งนี้ที่ Ishikari LNG Terminal ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศผู้นำด้านการนำเข้า LNG เนื่องจากข้อจำกัดด้านทรัพยากรและวิกฤตนิวเคลียร์

ที่ Ishikari LNG Terminal ไม่ได้เพียงแค่รับก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า แต่ยังทำหน้าที่สร้างความร้อน (City Gas) หล่อเลี้ยงเกาะฮอกไกโด สิ่งที่ ปตท. นำกลับมาปรับใช้คือ “โมเดลการบริหารจัดการและการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้เติบโตไปพร้อมกับชุมชนอย่างยั่งยืน

เทคโนโลยี CCS: ทางรอดและโอกาสใหม่ของเศรษฐกิจไทย

ดร.คงกระพัน ย้ำชัดว่า “ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้เลย หากปราศจากเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage)”

เทคโนโลยีนี้ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก คือ การกักเก็บ (Capture) การขนส่ง (Transport) และการฝังกลบ (Storage) ลงสู่ใต้ดินหรือใต้ทะเลลึก โดยประเทศไทยตั้งเป้าต้องกักเก็บคาร์บอนให้ได้ถึง 60 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2050

โครงการนำร่องที่น่าจับตา:

 * Arthit Project (โครงการอาทิตย์): เปรียบเสมือน Sandbox ในการทดลองกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพกักเก็บได้ประมาณ 1 ล้านตัน

 * Eastern Thailand (Map Ta Phut): แผนการพัฒนา “CCS Hub” ในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อรวบรวมคาร์บอนจากโรงไฟฟ้าและนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มาจัดการในจุดเดียว

โอกาสทางธุรกิจข้ามพรมแดน:

ด้วยศักยภาพทางธรณีวิทยาของไทย ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และญี่ปุ่นแสดงความสนใจที่จะนำคาร์บอนมาฝังในไทยเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ นี่คือโอกาสที่ไทยจะก้าวสู่การเป็น “ผู้ให้บริการกักเก็บคาร์บอนข้ามพรมแดน” ซึ่งจะสร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ปลดล็อกความสำเร็จ: บทบาทภาครัฐและขีดความสามารถการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม การจะขับเคลื่อนโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่อย่าง CCS ให้สำเร็จได้ ดร.คงกระพัน มองว่าปัจจัยสำคัญที่สุดคือการสนับสนุนจากภาครัฐใน 3 ประเด็นหลัก:

 * One Stop Service: ความจำเป็นในการมีหน่วยงานกลางที่บูรณาการกฎหมายจากหลายกระทรวงเข้าด้วยกัน เพื่อลดขั้นตอนและอุปสรรคในการดำเนินโครงการ

 * Incentive vs Penalty: การสร้างสมดุลระหว่าง “บทลงโทษ” เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และ “แรงจูงใจ” (Incentive) ผ่านสิทธิประโยชน์การลงทุน เพื่อให้เอกชนกล้าที่จะลงทุนในเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูงในช่วงเริ่มต้น

 * Speed to Market: ปัจจุบันเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียมีความคืบหน้าด้านกฎหมาย CCS ไปไกลมาก หากไทยปรับตัวช้า อาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศได้

ก้าวต่อไปของ “ปตท.” ในเวทีโลก

ปตท. กำลังเร่งทรานส์ฟอร์มองค์กรอย่างเข้มข้น จากการเป็น “ผู้จัดหา” สู่การเป็น “ผู้เล่น” ในตลาดโลก (Global Trading) โดยไม่ทิ้งความรับผิดชอบต่อโลกด้วยการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้อย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือยุทธศาสตร์ที่มุ่งหวังให้ ปตท. ไม่เพียงแต่สร้างผลกำไร แต่ต้องเป็นแกนหลักที่ส่งมอบความมั่นคงทางพลังงาน ราคาที่ยุติธรรม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในเวทีเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

โดย: กองบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจBiztalk

Scroll to Top