ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยครั้งสำคัญในคดีระหว่าง Learning Resources, Inc. v. Trump โดยลงความเห็นด้วยคะแนนเสียงข้างมากว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการประกาศเก็บภาษีศุลกากร (Tariffs) ฝ่ายเดียวผ่านกฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ปี 1977
ชนวนเหตุจากการประกาศภาวะฉุกเฉิน
คดีนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อจัดการกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ 2 ประเด็นหลัก คือ การทะลักเข้ามาของยาเสพติดผิดกฎหมาย และปัญหาการขาดดุลการค้าที่เรื้อรัง โดยรัฐบาลได้บังคับใช้มาตรการทางภาษีกับสินค้าจากแคนาดา เม็กซิโก และจีน ในอัตราที่สูงถึง 25% รวมถึงการเก็บภาษี “ตอบโต้” (Reciprocal Tariffs) กับคู่ค้าเกือบทุกประเทศในอัตราขั้นต่ำ 10%
ศาลชี้ “อำนาจกระเป๋าเงิน” เป็นสิทธิ์ขาดของสภาคองเกรส
ประธานศาลฎีกา จอห์น โรเบิร์ตส์ ผู้อ่านคำวินิจฉัยระบุว่า รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มาตรา 1 ส่วนที่ 8 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “อำนาจในการเรียกเก็บภาษีและอากร” เป็นสิทธิ์ของสภาคองเกรสเพียงผู้เดียว แม้กฎหมาย IEEPA จะให้อำนาจประธานาธิบดีในการ “ควบคุม” (Regulate) การนำเข้าในยามฉุกเฉิน แต่คำว่าควบคุมในที่นี้ไม่ได้หมายความรวมถึง “การเก็บภาษี”
ศาลยังตั้งข้อสังเกตว่า ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษของกฎหมายฉบับนี้ ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้อำนาจ IEEPA มาจัดเก็บภาษีในลักษณะนี้มาก่อน ซึ่งหากศาลยอมรับอำนาจดังกล่าว จะถือเป็นการขยายขอบเขตอำนาจบริหารที่ “เกินเลย” และกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของชาติอย่างรุนแรง
ผลกระทบที่ตามมา: “ความโกลาหล” ของการคืนเงิน
คำตัดสินนี้ส่งผลให้มาตรการภาษีที่ทรัมป์ประกาศใช้กลายเป็นโมฆะทันที อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ระบุวิธีการที่รัฐบาลจะต้องคืนเงินภาษีมูลค่ามหาศาลหลายพันล้านดอลลาร์ที่เก็บไปแล้วจากผู้นำเข้า ซึ่งคาดว่ากระบวนการนี้จะสร้างความ “ยุ่งเหยิง” ให้กับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก
อ่านทั้งหมด supremecourt.gov
ภาพจาก wikipedia







