คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพ (STARTUP ACT) ก้าวสำคัญในการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายธุรกิจครั้งใหญ่ของไทย มุ่งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเดิมที่ฉุดรั้งการเติบโต ขจัดอุปสรรคการระดมทุน พร้อมเปิดทางสิทธิประโยชน์ยาวนานสูงสุดถึง 10 ปี เพื่อผลักดันสตาร์ทอัพไทยสู่ระดับยูนิคอร์น และเตรียมเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรต่อไป
ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้น โดยมุ่งเน้นแก้ไขข้อจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) เดิมที่ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติการดำเนินธุรกิจของสตาร์ทอัพ เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างทางการเงินและสกัดการไหลออกของเงินทุนไทยไปยังต่างประเทศ
กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service Center) ดูแลทั้งการรับรอง สนับสนุน และประสานงาน โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมธุรกิจสตาร์ทอัพซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามากำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ ช่วยลดขั้นตอนระบบราชการและเชื่อมประสานการทำงานของหน่วยงานกำกับดูแลต่างๆ สำหรับสตาร์ทอัพที่ผ่านการรับรองจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเวลา 5 ปี และขยายระยะเวลาได้สูงสุดถึง 10 ปี สำหรับกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech)
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA เผยถึงความพร้อมในการเป็นแกนกลางบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชน โดย NIA จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลโครงการและแหล่งเงินทุน ตลอดจนการตรวจสอบและประกาศรายชื่อธุรกิจที่ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงเม็ดเงินลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ
สาระสำคัญด้านการปฏิรูปกฎหมายพาณิชย์และการเงินในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ประกอบด้วย:
- เครื่องมือระดมทุนสากล: รองรับการออกหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ ซึ่งเป็นกลไกการระดมทุนมาตรฐานของสตาร์ทอัพทั่วโลก
- การถือหุ้นของบริษัทตนเอง (Treasury Stock): อนุญาตให้บริษัทจำกัดถือหุ้นตนเองเพื่อนำมาจัดสรรเป็นหุ้นจูงใจให้แก่พนักงานหรือกรรมการ ดึงดูดกลุ่มบุคลากรศักยภาพสูง (Talent)
- ความยืดหยุ่นทางการเงิน: รองรับการแปลงหนี้เป็นทุนจดทะเบียน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงสร้างทางการเงิน
- สิทธิประโยชน์และมาตรการหนุนรอบด้าน: จัดเตรียมสิทธิลดหย่อนภาษี การดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติและบุคลากรทักษะสูงผ่านการอำนวยความสะดวกด้านกฎหมายคนเข้าเมืองและการทำงาน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย รวมถึงการเปิดโอกาสเข้าถึงตลาดจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ







