NARIT ยกระดับ “ชาละวัน HPC” สู่ห้องปฏิบัติการ “ADA” ชู AI ประมวลผลระดับเพตะไบต์ พยากรณ์ PM2.5 แม่นยำสูง

NARIT ยกระดับ "ชาละวัน HPC" สู่ห้องปฏิบัติการ "ADA" ชู AI ประมวลผลระดับเพตะไบต์ พยากรณ์ PM2.5 แม่นยำสูง

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ประกาศความสำเร็จในโอกาสครบรอบ 10 ปี ศูนย์ข้อมูลดาราศาสตร์แห่งชาติ พร้อมเปิดตัวก้าวสำคัญในการขยายขีดความสามารถจากระบบคอมพิวเตอร์คลัสเตอร์ “ชาละวัน” (Chalawan HPC) สู่การเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เต็มรูปแบบภายใต้ชื่อ “ห้องปฏิบัติการ ADA” (Astronomical Digital Technology and AI Applications) เพื่อรองรับคลื่นข้อมูลมหาศาล (Data Deluge) และผลักดันไทยสู่การเป็นผู้สร้างนวัตกรรมดิจิทัลระดับสากล

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการ NARIT ระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Chalawan HPC คือรากฐานสำคัญที่สร้างชื่อเสียงให้นักวิจัยไทย การก้าวสู่ยุค ADA จะเป็นการนำพลังการประมวลผลมาสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคมตามนโยบาย “ASTRONOMY+” โดยเฉพาะการเพิ่มความเร็วในการประมวลผลข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์วิทยุแห่งชาติให้เร็วขึ้นถึง 100 เท่า ช่วยให้ตรวจจับปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ได้แบบเรียลไทม์ และรองรับการวิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เว็บบ์ (JWST)

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อคนไทยใน 4 มิติ NARIT วางโรดแมปการใช้ AI และซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของประเทศในด้านต่างๆ ดังนี้:

  1. Environmental Impact: ใช้ AI วิเคราะห์ชั้นบรรยากาศเพื่อพยากรณ์ฝุ่น PM2.5 ความแม่นยำสูง
  2. Data-Driven Discovery: คัดกรองสัญญาณจากห้วงอวกาศเพื่อค้นพบองค์ความรู้ใหม่
  3. Autonomous Operations: ใช้ AI ควบคุมและวางแผนซ่อมบำรุงเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์อัตโนมัติ
  4. Public Engagement: สร้างประสบการณ์เรียนรู้ดาราศาสตร์ที่สมจริงผ่านระบบ AI อัจฉริยะสำหรับเยาวชน
NARIT ยกระดับ "ชาละวัน HPC" สู่ห้องปฏิบัติการ "ADA" ชู AI ประมวลผลระดับเพตะไบต์ พยากรณ์ PM2.5 แม่นยำสูง

นวัตกรรม Air-Cooled จาก Dell ทลายขีดจำกัดด้านงบประมาณและพลังงาน

ในด้านเทคนิค ฐิตพล บุญประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ ประจำประเทศไทย เดลล์ เทคโนโลยีส์ เปิดเผยว่า ห้องปฏิบัติการ ADA ถูกออกแบบให้เป็น Air-Cooled AI Supercomputer ที่ทันสมัยที่สุด โดยใช้เซิร์ฟเวอร์ DELL PowerEdge XE7745 ร่วมกับขุมพลัง NVIDIA H200 NVL ซึ่งมีจุดเด่นสำคัญคือ:

  • ประหยัดต้นทุน: สามารถติดตั้งในห้องเซิร์ฟเวอร์เดิมได้ทันทีด้วยระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ (Air-Cooled) โดยไม่ต้องลงทุนระบบหล่อเย็นด้วยของเหลว (Liquid Cooling) ที่มีราคาสูง
  • ความเร็วสูงไร้คอขวด: เชื่อมต่อโครงข่ายระดับ 400 Gbps รองรับการส่งข้อมูลหลายเทราไบต์ได้อย่างต่อเนื่อง
  • ความยั่งยืน: สามารถรวมงานจากเซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่ากว่า 20 เครื่อง มาไว้ในเครื่องเดียวขนาดเพียง 4U ช่วยลดการใช้พื้นที่และประหยัดพลังงานไฟฟ้ามหาศาล

นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยร่นระยะเวลาการประมวลผลงานวิจัยจากเดิมที่ต้องใช้เวลา 3 เดือน ให้เหลือเพียง 2 สัปดาห์ และพร้อมรองรับการขยายตัวสู่ชิปเจนเนอเรชันถัดไปอย่าง B300 ในอนาคต เพื่อขับเคลื่อน Ecosystem ของงานวิจัยไทยให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น

ไต้หวันประกาศจัด COMPUTEX 2026 ขนทัพ 1,500 บริษัทโชว์นวัตกรรม ‘AI Together’ ปักหมุดไทยเป 2-5 มิ.ย. นี้

Scroll to Top