NIA ดัน “SPACE-F” ปีที่ 7 ปั้นไทยฮับนวัตกรรมอาหารโลก ดึงทุน Venture พันล้านเสริมทัพสตาร์ทอัพ

NIA ดัน “SPACE-F” ปีที่ 7 ปั้นไทยฮับนวัตกรรมอาหารโลก ดึงทุน Venture พันล้านเสริมทัพสตาร์ทอัพ

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนโครงการ SPACE-F ปีที่ 7 ซึ่งถือเป็น Global FoodTech Accelerator รายแรกของไทยที่ก้าวสู่ระดับสากลอย่างเต็มตัว โดยในปีนี้มุ่งเน้นการปิดช่องว่างทางการแข่งขันของสตาร์ทอัพไทย พร้อมดึงดูดสตาร์ทอัพดีปเทค (DeepTech) จากทั่วโลกให้เข้ามาสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมในประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าสูง

ยกระดับสตาร์ทอัพไทยผ่านกลไก “Thai Kitchen”

จากบทเรียนในรุ่นที่ผ่านมา ดร.กริชผกา ยอมรับว่าสตาร์ทอัพไทยยังมีความเสียเปรียบด้านเม็ดเงินลงทุน เทคโนโลยี และการเข้าถึงตลาดเมื่อเทียบกับต่างชาติ NIA จึงเร่งสร้างกลไก “Thai Kitchen” เพื่อบ่มเพาะสตาร์ทอัพไทยโดยเฉพาะ มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต (Ecosystem) ทั้งในมิติของเงินทุนและตลาดโลก เพื่อให้มั่นใจว่าไอเดียนวัตกรรมของคนไทยจะไม่พ่ายแพ้เพียงเพราะขาดโอกาสหรือทรัพยากรที่เหมาะสม

ผนึกพันธมิตรใหม่ Foodland Venture เติมเต็มเงินทุนพันล้าน

ไฮไลท์สำคัญของปีนี้คือการได้ Foodland Venture เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์หลักด้านการลงทุน ซึ่งมีกองทุนมูลค่าหลักพันล้านบาท พร้อมลงทุนในสตาร์ทอัพที่มีโซลูชันน่าสนใจ จุดเด่นของพันธมิตรรายนี้คือความยืดหยุ่นในการลงทุนที่สามารถลงได้ทั้งสตาร์ทอัพไทยและต่างชาติ แตกต่างจาก Corporate Co-funding แบบเดิมที่มีข้อจำกัดทางกฎหมาย ซึ่งจะช่วยดึงดูดนวัตกรรมชั้นยอดจากทั่วโลกให้เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย เกิดการจ้างงาน และสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ

ชูโมเดล Business Matching ขยายผลสู่ตลาดปศุสัตว์

โครงการ SPACE-F ปีที่ 7 ไม่เพียงแต่โฟกัสที่อุตสาหกรรมทูน่าหรือเครื่องดื่ม แต่ยังขยายขอบเขตไปยังโซลูชันที่ครอบคลุมกลุ่มปศุสัตว์อื่นๆ เช่น ไก่ และกุ้ง ผ่านโมเดล Business Matching โดย NIA จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งต่อสตาร์ทอัพที่มีโซลูชันโดดเด่นแต่ไม่ตรงโจทย์พาร์ทเนอร์หลัก ไปยังบริษัทคู่ค้าอื่นๆ เพื่อให้เกิดการใช้งานนวัตกรรมจริงในวงกว้าง

พลิกวิกฤตสงครามเป็นโอกาส “Food Security” ไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในต่างประเทศ ดร.กริชผกา มองว่าเป็น “โอกาส” ของประเทศไทยในการแสดงศักยภาพด้าน ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และการเป็นฐานการผลิตนวัตกรรมสีเขียว (Green Transformation) เช่น พลาสติกชีวภาพจากพืช และพลังงานสะอาด ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นแม่เหล็กสำคัญ (Magnet) ในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั่วโลกที่กำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัยและมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่าง AI และ Data Center

ผลักดัน “Regulatory Guillotine” ปลดล็อกกฎหมายสตาร์ทอัพ

ในด้านนโยบายการบริหาร NIA พร้อมรับลูกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มุ่งสร้าง Innovation Ecosystem ผ่านการจดสิทธิบัตร (IP Licensing) และการใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยเป็น Playground สำหรับผู้ประกอบการรายใหม่ พร้อมทั้งเร่งรัดการทำ Regulatory Guillotine เพื่อกำจัดกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค และผลักดัน พ.ร.บ.สตาร์ทอัพ ที่ค้างคามานานกว่า 8 ปี ให้เกิดขึ้นจริงภายในปีนี้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของไทยอย่างยั่งยืน

Thai Union ดัน Space-F รุ่น 7 ปั้น Food Tech สัญชาติไทยบุกตลาดโลก ชูโมเดลความร่วมมือรัฐ-เอกชน สร้างเม็ดเงินระดมทุนกว่า 250 ล้านเหรียญ

Scroll to Top